วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2569

เทคนิคถักเพิ่มหลักแบบไม่มีรูสำหรับ Amigurumi

 


การเพิ่มหลักเป็นเทคนิคที่ใช้บ่อยในการถัก Amigurumi โดยเฉพาะการถัก single crochet 2 ครั้งในหลักเดียวกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหลักในแต่ละรอบ

แต่ในการเพิ่มหลักแบบทั่วไป บางครั้งอาจเกิดรูเล็ก ๆ หรือช่องว่างบริเวณที่เพิ่มหลัก ทำให้ผิวของชิ้นงานดูไม่แน่นเท่าที่ต้องการ

Invisible Increase หรือการเพิ่มหลักแบบไม่มีรู เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้บริเวณที่เพิ่มหลักดูเรียบและปิดมากขึ้น เหมาะสำหรับงาน Amigurumi ที่ต้องการให้ผิวงานดูแน่นและมีช่องว่างน้อยลง

เทคนิคนี้ยังคงใช้การถัก 2 single crochets ในหลักเดียวกัน แต่มีวิธีวางตำแหน่งและสอดเข็มที่แตกต่างจากการเพิ่มหลักแบบทั่วไป

เนื่องจากตำแหน่งการสอดเข็มและลำดับการถักค่อนข้างสำคัญ การดูจากวิดีโอจะช่วยให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนกว่าการอธิบายด้วยตัวหนังสือ

สามารถดูวิธีถักแบบละเอียดได้ในวิดีโอ YouTube ด้านล่าง


หวังว่าเทคนิคนี้จะเป็นอีกหนึ่งไอเดียสำหรับการถัก Amigurumi ที่ช่วยให้บริเวณเพิ่มหลักดูเรียบและลดรูที่มองเห็นได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

Double Crochet Without Chain 3

 


When working in double crochet (DC), we usually start the round with **Chain 3**, which counts as the first double crochet. At the end of the round, we join back to this Chain 3 to close the round.

If you want a cleaner look without the visible Chain 3, there is another way to start and close the round.

I made a short video to show you how I do it. It may be easier to understand by watching the actual steps.

 

Watch the video here:



วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569

นิทานสำหรับเด็ก อายุ 6–9 ปี เรื่อง คิวของเรา

 


นิทานสำหรับเด็ก | อายุ 6–9 ปี     

คิวของเรา

แนะนำตัวละคร

ต้น เด็กชายวัย 9 ขวบ ร่าเริง ชอบกินขนม และเป็นคนใจร้อนนิด ๆ โดยเฉพาะเวลาต้องรอ เขาเป็นตัวละครที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเอง

มน เพื่อนสนิทของต้น เป็นเด็กที่ใจเย็นและมีระเบียบ เธอไม่ดุต้น แต่คอยอธิบายให้เขาเห็นว่าการต่อคิวมีความสำคัญอย่างไร

ป้าสมพร แม่ค้าขายขนมหน้าโรงเรียน ใจดี พูดจาสุภาพ และปฏิบัติต่อลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

เด็กชายที่แซงคิว เด็กชายคนหนึ่งที่รีบไปเรียนพิเศษ จึงพยายามซื้อขนมโดยไม่ต่อคิว เหตุการณ์ของเขาทำให้ต้นมองเห็นผลของการแซงคิวได้ชัดเจนขึ้น

เหตุการณ์เริ่มขึ้น

เช้าวันหนึ่ง หลังเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เด็ก ๆ ต่างพากันเดินออกจากห้องเรียนด้วยความหิว

วันนี้หน้าประตูโรงเรียนมีร้านขนมของป้าสมพรตั้งอยู่เหมือนทุกวัน ร้านของป้าสมพรเป็นร้านเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบมาก เพราะมีทั้งขนมกรอบ ลูกชิ้น น้ำหวาน และขนมปังไส้ต่าง ๆ

“วันนี้เราจะซื้อขนมอะไรดีนะ” มนถามต้นระหว่างเดินไปที่ร้าน

ต้นมองไปที่หน้าร้านแล้วตาโต

“ขนมปังไส้ช็อกโกแลต! วันนี้เราต้องซื้อให้ได้”

เมื่อเดินไปถึงร้าน ทั้งสองคนเห็นว่ามีเด็กหลายคนยืนต่อแถวอยู่แล้ว

ต้นมองแถวยาวแล้วถอนหายใจและบ่นออกมา

“คนเยอะจัง กว่าจะถึงคิวเรา”

มนยิ้มแล้วเดินไปต่อท้ายแถว และให้กำลังใจต้น

“ก็รอสิ เดี๋ยวก็ถึงเอง”

ต้นเดินตามไปยืนข้าง ๆ มิน

เด็ก ๆ แต่ละคนยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ คนที่อยู่หน้าสุดกำลังเลือกขนม ส่วนป้าสมพรก็หยิบของใส่ถุงและคิดเงินให้ทีละคน

ต้นยืนรอได้ไม่นานก็เริ่มขยับไปมา

“ทำไมช้าจังนะ”

มนหัวเราะ

“ป้าสมพรขายให้ทีละคน จะได้ไม่หยิบผิดไง”

ต้นพยักหน้า แต่ไม่นานเขาก็เห็นเพื่อนอีกคนเดินเข้ามา

“ต้น! มายืนตรงนี้สิ”

ต้นหันไปมองเพื่อน

“ตรงไหน?”

เพื่อนชี้ไปที่ด้านข้างของแถว

“ตรงนี้ไง ข้างหน้าเลย คนไม่เยอะด้วย”

ต้นมองแถวที่ตัวเองยืนอยู่ แล้วมองขนมปังไส้ช็อกโกแลตที่วางอยู่บนโต๊ะ

เขาอยากได้ขนมเร็ว ๆ จึงกำลังจะเดินออกจากแถว

แต่มนรีบจับแขนเขาไว้

“ต้น จะไปไหน?”

“ไปต่อข้างหน้าไง จะได้ซื้อเร็ว ๆ”

มนส่ายหน้า

“แต่เรามาถึงทีหลังนะ”

ต้นมองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า

“แค่คนเดียวเอง ไม่มีใครรู้หรอก”

มนไม่ได้เถียง แต่ชี้ให้ต้นมองเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ข้างหน้า

เด็กคนนั้นกำเหรียญไว้ในมือและยืนรออย่างตั้งใจ

“ถ้าเราเดินแซงเขา เขาก็ต้องรอนานขึ้นนะ”

ต้นเงียบไป

เขามองเด็กคนนั้น แล้วมองเด็กคนอื่น ๆ ที่กำลังต่อแถว

ทุกคนต่างยืนรอตามลำดับ ไม่มีใครแซงคิวใคร

ต้นจึงเดินกลับมายืนที่เดิม

“ก็ได้ ต้นจะรอ”

มนยิ้ม

“แบบนี้แหละ”

ไม่นาน แถวก็ขยับไปข้างหน้า

หนึ่งคน...

สองคน...

สามคน...

จนในที่สุดก็ใกล้ถึงคิวของต้น

ต้นเริ่มยิ้มออกมา

“อีกนิดเดียว!”

ทันใดนั้น มีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาจากด้านข้าง

“ป้าครับ! ผมเอาลูกชิ้นสองไม้ครับ!”

เขายื่นเงินให้ป้าสมพรทันที โดยไม่ได้มองว่ามีคนกำลังต่อแถวอยู่

เด็กที่อยู่หน้าต้นเริ่มพูดขึ้น

“แต่พวกเรามาก่อนนะ”

เด็กชายคนนั้นชะงัก

“ผมรีบครับ เดี๋ยวต้องไปเรียนพิเศษ”

ป้าสมพรยิ้มอย่างใจเย็น

“ถ้าหนูรีบ หนูสามารถขออนุญาตคนในแถวก่อนได้นะ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังรอคิวอยู่”

เด็กชายมองแถว แล้วพูดเบา ๆ

“ขอโทษครับ”

เขาจึงเดินไปต่อท้ายแถว

ต้นมองเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วนึกถึงตอนที่ตัวเองเกือบจะแซงคิว

เขารู้สึกดีที่มนเตือน

“ถ้าเมื่อกี้เราแซงคิวเหมือนเขา คนอื่นก็คงไม่ชอบเราเหมือนกัน”

ในที่สุดก็ถึงคิวของต้น

“เอาขนมปังไส้ช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นครับ แล้วก็ลูกชิ้นหนึ่งไม้ครับ”

ป้าสมพรหยิบขนมใส่ถุงให้

“ได้เลยจ้ะ ขอบใจที่รอคิวนะ”

ต้นรับถุงขนมแล้วส่งเงินให้

“ขอบคุณครับป้า”

เมื่อเดินออกจากร้าน ต้นหันกลับไปมองแถวอีกครั้ง

เขาเห็นเด็ก ๆ ยังคงยืนต่อคิวกันอย่างเป็นระเบียบ

ต้นรู้สึกว่าการรอคิวไม่ได้ยากอย่างที่เขาคิด

เพียงแค่ยืนตามลำดับของตัวเอง

ไม่นานก็ถึงคิวเรา

ระหว่างเดินกลับห้องเรียน มนถามขึ้น

“วันนี้ได้ขนมที่อยากกินไหม?”

ต้นยกถุงขนมขึ้นมา

“ได้สิ”

“แล้วถ้าพรุ่งนี้คนเยอะกว่าวันนี้ล่ะ?” มนถามอีกครั้ง

ต้นหัวเราะ

“ก็รอสิ”

มนยิ้ม

“เก่งขึ้นแล้วนะ”

ต้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า

“จริง ๆ แล้วการต่อคิวก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเราเนอะ”

“หมายความว่าไง?” มนสงสัย

“ก็ถ้าเราต่อคิว คนอื่นก็จะรู้ว่าเขาต้องรอแค่ไหน แล้วทุกคนก็ได้ซื้อของตามลำดับ”

มนพยักหน้า

“ใช่แล้วจ้า”

ต้นมองถุงขนมในมือแล้วพูดต่อ

“ถ้าเราแซงคิว เราอาจจะได้ของเร็วขึ้น แต่คนอื่นต้องรอนานกว่าเดิม”

ทั้งสองคนเดินกลับห้องเรียนพร้อมกัน

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมื่อใดก็ตามที่ต้นเห็นแถวยาว เขาจะไม่บ่นว่า “ทำไมช้าจัง” เหมือนเมื่อก่อนอีก

เขาจะเดินไปต่อท้ายแถว และรออย่างใจเย็น

บางครั้งอาจมีคนพยายามเดินมาแทรกข้างหน้า

ต้นก็จะพูดอย่างสุภาพว่า

“ตรงนี้มีคิวอยู่นะครับ ถ้ามาทีหลังต้องต่อท้ายแถวครับ”

เพราะต้นได้เรียนรู้แล้วว่า

การต่อคิวอาจทำให้เราต้องรอ แต่การรออย่างเป็นระเบียบทำให้ทุกคนได้รับความยุติธรรม

และเมื่อถึงคิวของเรา...

ขนมที่ได้มา ก็อร่อยขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

Seamless Color Change in Crochet Using the Yarn Under Technique


When working single crochet (sc) with the yarn-under technique, changing colors can sometimes leave a small amount of the joining color visible on the right side of the work.

I came up with a simple way to help hide the joining color and make the color change look cleaner and more seamless.

How This Technique Works

I start by joining the new yarn using this method.

On the next row, I begin changing colors. When working the two stitches in the original color, I bring the yarn to the front, place it over the hook, and then change to the new color.

After that, I continue working single crochet using the yarn-under technique as usual.

When I change colors again later in the same row, I simply change colors normally.

The main idea is to hide the joining color only at the first color change of the row.

This technique may help create a cleaner-looking color transition on the right side of your crochet work.

Watch the Tutorial

I’ve made a video to show exactly how I do this technique, step by step.

If you try this method, I’d love to hear how it works for you. Please leave a comment and let me know what you think.

Thanks for watching, and have a nice day!




วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

ฝนตกครั้งนั้น นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

 


ฝนตกครั้งนั้น | นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

กลุ่มผู้อ่าน อายุ 6-9ปี

แนะนำตัวละคร

ตั้น เด็กชายวัย 9 ขวบ ร่าเริง ชอบวิ่งเล่น และเป็นคนมั่นใจในตัวเอง บางครั้งเขาคิดว่าเรื่องเล็ก ๆ คงไม่เป็นอะไร จึงมักลืมระวังตัว

แม่ของตั้น คุณแม่ใจดีและอบอุ่น คอยดูแลต้นอยู่เสมอ และมักเตือนให้ต้นดูแลตัวเอง โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกหรืออากาศเปลี่ยนแปลง

มิน เพื่อนสนิทของต้น เป็นเด็กที่รอบคอบและช่างสังเกต เธอมักคอยเตือนต้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังทำอะไรที่ไม่ควรทำ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

Long Bunny Ear – Two-Color Crochet Bunny Ear


This long bunny ear is crocheted from the tip of the ear toward the base using a magic ring. It features a white outer ear with a pink inner section, creating a simple two-color design.


The ear is worked in rounds, beginning at the tip of the ear and continuing downward. Once the desired length is reached, decreases are used to shape the ear base, which will be sewn onto the head.

If you would like to see the crochet process, you can follow the step-by-step video tutorial on YouTube.


Materials

  • White yarn

  • Pink yarn

  • Crochet hook suitable for your yarn

  • Yarn needle

  • Stitch marker

  • Scissors


Abbreviations

  • MR – Magic Ring

  • sc – Single Crochet

  • inc – Increase

  • dec – Decrease

  • st / sts – Stitch / Stitches

All crochet terms are written using US crochet terminology.

Crochet Instructions

Prepare the Marking Yarn

Prepare a small piece of yarn to use as a stitch marker.

R1

Make a Magic Ring (MR). Make a slip knot, then work 6 sc into the ring.

To close the round, insert the hook through the slip knot and the front loop of the first stitch, then work 1 sc.

Mark this stitch with the marking yarn.

[6]

R2

Work 1 sc in the same stitch, then work 2 sc in each stitch around.

[12]

R3

Work 2 sc in the first stitch, then sc in the next 2 sts.

Change to pink and work 1 sc in the next stitch.

In the same stitch, work 1 pink sc and 1 white sc.

With white, sc in the next 3 sts.

Work 2 sc in the next stitch, then sc in the next 3 sts.

[15]

R4

With white, sc in the next 4 sts.

In the 4th stitch, work 1 pink sc.

With pink, sc in the next 3 sts.

With white, sc in each remaining stitch around.

[16]

R5 and Onward

Continue working 1 sc in each stitch around until the ear reaches your desired length.

Shaping the Ear Base

Once the ear reaches the desired length, work 2 decreases in the pink section to shape the ear base.

Final Round

Work 1 sc in each stitch around, with 1 decrease in the pink section.

Fasten off.

Cut the white yarn, leaving a long yarn tail for sewing the ear base to the head.

Finishing

Use the long white yarn tail to sew the ear base securely onto the head.

Adjust the position and shape of the ear before securing it in place.


ตอน8 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน

เรื่องเวลาเป็นสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวันบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการถามว่าตอนนี้กี่โมง บอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ ขอเวลาเพิ่มอีกหน่อย หรือบอกว่าเรากำลังจะสาย

ประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเวลา

What time is it?
ตอนนี้กี่โมง?

อันนี้เป็นประโยคพื้นฐานที่น่าจะได้เจอบ่อยเลย ความหมายตรงตัวมาก


What time is it now?
ตอนนี้กี่โมงแล้ว?

คล้ายกับประโยคข้างบนเลย แค่มี now เพิ่มเข้ามา

จำคำว่า now ก็คือ “ตอนนี้”


What time do you get up?
คุณตื่นกี่โมง?

นึกสถานการณ์ว่ากำลังคุยกันเรื่องชีวิตประจำวัน แล้วถามอีกคนว่าปกติตื่นกี่โมง

จำคำว่า get up ก็คือ “ตื่น / ลุกจากที่นอน”


What time do you go to bed?
คุณเข้านอนกี่โมง?

อันนี้ก็จำคู่กับ What time do you get up? ได้ง่ายดี

go to bed = เข้านอน


What time does it start?
มันเริ่มกี่โมง?

เช่น มีงานหรือกิจกรรมอะไรสักอย่าง แล้วเราอยากรู้ว่าเริ่มกี่โมง

จำคำว่า start ก็คือ “เริ่ม”


What time does it end?
มันจบกี่โมง?

ถ้าถามเวลาเริ่มแล้ว ก็อาจอยากรู้ต่อว่าจบกี่โมง

end = จบ / สิ้นสุด


Are you free?
สะดวกไหม?

ในประโยคนี้ free หมายถึง “มีเวลาว่าง / สะดวก” ไม่ได้หมายถึง “ฟรี” หรือ “ไม่เสียเงิน”


What time are you free?
สะดวกช่วงไหน?

สองประโยคนี้ความหมายต่างกันเล็กน้อย

Are you free? = ถามว่าสะดวกไหม
What time are you free? = ถามว่าสะดวกช่วงไหน


What time should I come?
ฉันควรมาเวลาไหน?

นึกสถานการณ์ว่ามีคนบอกให้เราไปหา แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ไปกี่โมง ก็ถามแบบนี้ได้

จำคำว่า should ก็คือ “ควร”


What time should we meet?
เราควรเจอกันกี่โมง?

อันนี้ก็เป็นอีกประโยคที่เกี่ยวกับการนัดเวลา


It's a quarter past eight.
8 โมง 15 นาที


It's a quarter to nine.
8 โมง 45 นาที

ตอนแรกเห็นคำว่า quarter ก็อาจงงนิดหน่อยว่าทำไมถึงหมายถึง 15 นาที

Quarter แปลว่า “หนึ่งในสี่” ดังนั้นเมื่อใช้กับเวลา a quarter = 15 นาที

  • a quarter past eight = 8:15
  • a quarter to nine = 8:45

จำแบบง่าย ๆ ว่า past คือเลยเวลานั้นมาแล้ว ส่วน to คือเหลืออีกเท่าไหร่ก่อนถึงชั่วโมงถัดไป


I'll be there at 8.
ฉันจะไปถึงตอน 8 โมง

ประโยคนี้เอาไว้บอกอีกคนว่าเราจะไปถึงตอนกี่โมง

จำคำว่า at ก็คือใช้กับเวลาที่เจาะจง


I'll be there in 10 minutes.
ฉันจะไปถึงใน 10 นาที

อันนี้ต่างจากประโยคข้างบนตรงที่ไม่ได้บอกเวลาเป็นนาฬิกา แต่บอกว่าอีกกี่นาทีจากตอนนี้

จำคำว่า in ก็คือ “ในอีก...”


Give me five more minutes.
ให้ฉันเวลาอีก 5 นาทีนะ

นึกสถานการณ์ว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วมีคนเรียก แต่เรายังทำไม่เสร็จ เลยขอเวลาเพิ่มอีก 5 นาที

จำคำว่า more ก็คือ “เพิ่ม / อีก”


I'll give you five more minutes.
ฉันให้เวลาอีก 5 นาทีนะ

อันนี้สลับกับประโยคเมื่อกี้เลย จากเราเป็นคนขอเวลา กลายเป็นเราเป็นคนให้เวลาอีกฝ่าย


Give me another 30 minutes.
ให้ฉันเวลาอีก 30 นาทีนะ

another ก็มีความหมายว่า “อีก” เหมือนกัน จำคู่กับ more ไว้ก็น่าจะช่วยได้


Give me a minute.
ขอเวลาสักครู่นะ


Just a second.
รอแป๊บนึงนะ


Just a minute.
รอสักครู่นะ


Give me a second.
ขอเวลาสักแป๊บ


Hang on a second.
รอแป๊บนะ


Hold on a moment.
รอสักครู่นะ


One moment, please.
กรุณารอสักครู่


Wait a moment.
รอสักครู่

ประโยคกลุ่มนี้ความหมายใกล้กันมาก เป็นการขอให้อีกฝ่ายรอสักครู่ แต่พอลองดูดี ๆ น้ำเสียงก็มีต่างกันนิดหน่อย

Just a second. → กันเอง ใช้ในชีวิตประจำวัน
Just a minute. → กันเองและเป็นธรรมชาติ
Give me a second. → กันเองมากขึ้น เหมือนขอเวลาสักแป๊บ
Give me a minute. → กันเอง ขอเวลาอีกนิด
Hang on a second. → กันเองมาก มักใช้เวลาคุยกันแบบสบาย ๆ
Hold on a moment. → เป็นกลาง ฟังดูสุภาพกว่า Hang on
One moment, please. → สุภาพ เหมาะกับลูกค้า คนไม่สนิท หรือสถานการณ์บริการ
Wait a moment. → ตรงกว่าแบบอื่น จึงอาจฟังไม่นุ่มนวลเท่า Just a moment หรือ One moment, please


I'll be right back.
เดี๋ยวกลับมานะ

อันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ “รอแป๊บ” แต่หมายถึง “เดี๋ยวกลับมา” มักใช้เมื่อเราจะเดินไปทำอะไรสักครู่แล้วกลับมา

จำคำว่า right back ก็คือ “เดี๋ยวกลับมา”


It's time.
ได้เวลาแล้ว

ประโยคสั้น ๆ ตรงตัวเลยว่า “ได้เวลาแล้ว”


It's not time yet.
ยังไม่ถึงเวลา

คำว่า yet ในประโยคนี้มีความหมายประมาณว่า “ยัง”


I'm running late.
ฉันกำลังจะสาย

อันนี้เป็นอีกประโยคที่น่าจำ เพราะ running late ไม่ได้หมายถึง “วิ่ง” แต่หมายถึงกำลังจะไปสาย / ช้ากว่าที่ควร


I'm late.
ฉันมาสาย

อันนี้ตรงตัวและสั้นกว่า I'm running late.


I'm early.
ฉันมาเร็ว / ฉันมาก่อนเวลา

เป็นอีกคำที่จำคู่กับ late ได้ง่าย

early = เร็ว / ก่อนเวลา


I'm on time.
ฉันมาตรงเวลา

อันนี้หมายถึงมาทันเวลาที่กำหนด ไม่ได้สาย

จำคำว่า on time ก็คือ “ตรงเวลา”


Take your time.
ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบ

ชอบประโยคนี้ตรงที่สั้นและใช้ได้หลายสถานการณ์ ถ้าเราไม่ได้รีบอีกฝ่าย ก็พูดประโยคนี้ได้

จำง่าย ๆ ว่า Take your time = “ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบ”

ตอน7 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลานัดหมาย

หลังจากตอนที่แล้วเก็บคำซัพท์ เก็บประโยคภาษาอักฤษที่ใช้เวลาที่เราเป็นคนขาย ตอนนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นเรื่อง “เวลานัดหมาย” บ้าง 

พอลองนึกดูแล้ว เรื่องเวลามีประโยคที่เจอบ่อยอยู่เหมือนกัน ทั้งการถามเวลา ถามว่าว่างตอนไหน บอกว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว หรือบอกว่าต้องรออีกนานแค่ไหน มีประโยคสั้น ๆ ที่น่าจำไว้ใช้ ขอจดไว้สักหน่อย


What time is it?
ตอนนี้กี่โมง?

ประโยคพื้นฐานที่น่าจะเจอบ่อยที่สุดเวลาต้องการถามเวลา

จำคำว่า what time ก็คือ “กี่โมง / เวลาอะไร”


Do you have the time?
ตอนนี้กี่โมง?

อีกแบบที่ใช้ถามเวลาได้ ความหมายไม่ได้หมายถึงถามว่า “คุณมีเวลาไหม” แต่ในบริบทนี้คือถามว่า “ตอนนี้กี่โมง”


What time is it now?
ตอนนี้กี่โมงแล้ว?

เติม now เข้ามา เพื่อเน้นว่าอยากรู้เวลาตอนนี้

จำคำว่า now ก็คือ “ตอนนี้”


What time do you get up?
คุณตื่นกี่โมง?

นึกถึงเวลาถามเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน เช่น ตื่นนอนตอนกี่โมง

จำคำว่า get up ก็คือ “ตื่น / ลุกจากที่นอน”


What time do you go to bed?
คุณเข้านอนกี่โมง?

เป็นอีกประโยคที่ใช้ถามเกี่ยวกับเวลาทำกิจวัตรประจำวัน

จำคำว่า go to bed ก็คือ “เข้านอน”


What time are you free?
คุณว่างกี่โมง? / สะดวกกี่โมง?

ถ้าจะนัดใคร แล้วอยากรู้ว่าอีกฝ่ายสะดวกช่วงไหน ก็ถามแบบนี้ได้


Are you free now?
ตอนนี้ว่างไหม? / ตอนนี้สะดวกไหม?

ถ้ากำลังจะคุยหรือขอให้ใครช่วยอะไร แล้วอยากรู้ว่าตอนนี้เขาสะดวกหรือเปล่า

จำคำว่า free ก็คือ “ว่าง”


What time should we meet?
เราควรเจอกันกี่โมง?

เวลานัดกับใคร แล้วต้องตกลงกันว่าจะเจอกันเวลาไหนดี

จำคำว่า meet ก็คือ “เจอ / พบกัน”


What time does it start?
เริ่มกี่โมง?

นึกถึงงาน หนัง หรือกิจกรรมที่กำลังจะเริ่ม แล้วเราอยากรู้เวลาเริ่ม

จำคำว่า start ก็คือ “เริ่ม”


What time does it end?
จบกี่โมง?

ถ้าอยากรู้ว่ากิจกรรมหรือสิ่งที่กำลังทำอยู่จะจบตอนกี่โมง

จำคำว่า end ก็คือ “จบ / สิ้นสุด”


How long will it take?
จะใช้เวลานานแค่ไหน?

ประโยคนี้น่าจำมาก เพราะใช้ถามเรื่องระยะเวลา ไม่ได้ถามว่า “กี่โมง”

เช่น ถ้าส่งของไปที่ไหนสักแห่งแล้วอยากรู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน ก็ถามแบบนี้ได้

จำคำว่า how long ก็คือ “นานแค่ไหน”


How long does it take?
ใช้เวลานานแค่ไหน?

คล้ายกับประโยคก่อน แต่เป็นการถามโดยทั่วไปว่าเรื่องนั้นใช้เวลานานแค่ไหน


How much time do we have?
เรามีเวลาเท่าไหร่?

นึกสถานการณ์ว่ากำลังจะหมดเวลา แล้วถามว่าเรายังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่

จำคำว่า how much time ก็คือ “มีเวลาเท่าไหร่”


Give me a minute.
ขอเวลาสักครู่

ถ้ามีคนเรียกหรือกำลังจะให้เราทำอะไร แต่เรายังไม่พร้อมทันที ก็ขอเวลาอีกนิดด้วยประโยคนี้

จำคำว่า a minute ก็คือ “สักครู่ / แป๊บหนึ่ง”


Just a moment.
รอสักครู่นะ / แป๊บหนึ่ง

สั้น ๆ ใช้บอกให้อีกฝ่ายรอสักครู่

จำคำว่า moment ก็คือ “ช่วงเวลาสั้น ๆ / สักครู่”


I'm running late.
ฉันกำลังจะสาย / ฉันมาสาย

ถ้ารู้ว่าตัวเองไปไม่ทันเวลาที่นัดไว้ ประโยคนี้น่าจำ

คำว่า running late ไม่ได้หมายถึง “วิ่งช้า” แต่หมายถึง “กำลังจะสาย / ไปสาย”


I'm on time.
ฉันมาตรงเวลา

ตรงข้ามกับการมาสาย ใช้พูดว่ามาถึงหรือทำอะไรได้ตรงตามเวลาที่กำหนด

จำคำว่า on time ก็คือ “ตรงเวลา”


I'm early.
ฉันมาเร็ว / ฉันมาก่อนเวลา

ถ้ามาถึงก่อนเวลานัด ก็พูดสั้น ๆ แบบนี้ได้

จำคำว่า early ก็คือ “เร็ว / ก่อนเวลา”


I'm almost there.
ใกล้ถึงแล้ว

เวลามีคนนัดรอเราอยู่ แล้วเราใกล้จะถึงสถานที่นั้นแล้ว

คำว่า almost ก็คือ “เกือบ / ใกล้จะ”


It's almost time.
ใกล้ถึงเวลาแล้ว

ใช้ตอนที่เวลาที่กำหนดกำลังจะมาถึง เช่น ใกล้ถึงเวลาออกไป หรือใกล้ถึงเวลาเริ่มงาน


I don't have time.
ฉันไม่มีเวลา

ประโยคสั้น ๆ ที่ใช้บอกว่าตอนนี้ไม่มีเวลาพอที่จะทำอะไรบางอย่าง

จำคำว่า have time ก็คือ “มีเวลา”


I have plenty of time.
ฉันมีเวลาเหลือเฟือ

ตรงข้ามกับไม่มีเวลา ประโยคนี้หมายถึงยังมีเวลาอีกเยอะ ไม่ต้องรีบ

จำคำว่า plenty of ก็คือ “มากมาย / เหลือเฟือ”


Take your time.
ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบ

ประโยคนี้เคยเจอในตอนแรก แต่เกี่ยวกับเรื่องเวลามาก เลยอยากเอากลับมาจดไว้ด้วย

ความรู้สึกของประโยคนี้คือบอกอีกฝ่ายว่าไม่ต้องรีบ มีเวลา ค่อย ๆ ทำได้


See you soon.
แล้วเจอกันเร็ว ๆ นี้

ใช้บอกลาเวลาที่คิดว่าจะได้เจอกันอีกในเร็ว ๆ นี้

จำคำว่า soon ก็คือ “เร็ว ๆ นี้ / ในไม่ช้า”


See you later.
แล้วเจอกันทีหลัง / ไว้เจอกัน

อีกประโยคที่ใช้บอกลาแบบเป็นกันเอง หมายถึงไว้เจอกันภายหลัง

ตอน6 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ตอนเป็นคนขายสินค้า


ประโยคภาษาอังกฤษที่นึกถึงเวลาเราไปซื้อของก็บันทึกไปแล้ว ตอนนี้ลองสลับมานึกถึงตอนที่เราเป็นคนขายสินค้าบ้าง

เวลามีลูกค้าเข้ามาถามหรือเลือกของ ก็น่าจะมีประโยคสั้น ๆ ที่ได้เจอบ่อย เลยเก็บประโยคที่น่าจำเอาไว้


What would you like?
รับอะไรดี? / อยากได้อะไร?

นึกภาพว่าลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน แล้วเราถามว่าอยากได้อะไร

จำคำว่า would you like ก็คือ “อยากได้ / ต้องการ”


What can I get for you?
รับอะไรดี? / ให้เอาอะไรให้?

ความหมายคล้ายกับประโยคก่อนเลย เป็นอีกแบบที่ใช้ถามลูกค้าว่าต้องการอะไร

จำคำว่า get ก็คือ “เอา / หาให้”


Which one would you like?
เอาอันไหนดี? / อยากได้อันไหน?

ถ้ามีของหลายแบบให้เลือก เราก็ถามลูกค้าว่าอยากได้อันไหน

จำคำว่า which one ก็คือ “อันไหน”


This one or that one?
เอาอันนี้หรืออันนั้น?

ถ้ามีของอยู่สองชิ้นให้ลูกค้าเลือก ประโยคนี้สั้นดี

จำคำว่า this ก็คือ “อันนี้” ส่วน that ก็คือ “อันนั้น”


How many would you like?
เอากี่ชิ้น?

เมื่อลูกค้าเลือกของแล้ว เราอยากถามต่อว่าจะเอากี่ชิ้น ก็ใช้ประโยคนี้

จำคำว่า how many ก็คือ “กี่”


Would you like another one?
รับเพิ่มอีกอันไหม?

ถ้าลูกค้ากำลังเลือกของอยู่ แล้วเราอยากถามว่าจะรับเพิ่มอีกอันไหม

จำคำว่า another ก็คือ “อีก / อีกหนึ่ง”


Anything else?
รับอะไรเพิ่มอีกไหม? / เอาอะไรเพิ่มอีกไหม?

ลูกค้าดูเหมือนจะเลือกของเสร็จแล้ว เราถามสั้น ๆ แบบนี้ได้

จำคำว่า else ก็คือ “อื่น / อีก”


Do you need anything else?
ต้องการอะไรเพิ่มไหม? / ต้องการอะไรอีกไหม?

ความหมายคล้ายกับ Anything else? แต่เป็นประโยคที่พูดเต็มขึ้นมาอีกหน่อย

จำคำว่า need ก็คือ “ต้องการ”


What color would you like?
รับสีอะไรดี?

ถ้าของมีหลายสี ก็ถามลูกค้าว่าต้องการสีอะไร

จำคำว่า color ก็คือ “สี”


What size would you like?
รับไซซ์อะไรดี?

ถ้ามีหลายขนาด ก็ถามลูกค้าว่าต้องการไซซ์ไหน

จำคำว่า size ก็คือ “ขนาด / ไซซ์”


It's 100 baht.
ราคา 100 บาท

ลูกค้าถามราคา เราก็ตอบราคาแบบนี้ได้เลย


It's 200 baht each.
ชิ้นละ 200 บาท

ถ้าของชิ้นละ 200 บาท ก็เติม each เข้าไป

จำคำว่า each ก็คือ “ชิ้นละ / อย่างละ”


They're 50 baht each.
ชิ้นละ 50 บาท

ถ้าพูดถึงของหลายชิ้น ใช้ They're แล้วตามด้วยราคาได้

จำ each ก็คือ “ชิ้นละ / อย่างละ”


Sure.
ได้เลย / ได้

นึกสถานการณ์ว่าลูกค้าถามว่า

Do you have this in pink?
มีอันนี้สีชมพูไหม?

ถ้าเรามี ก็ตอบสั้น ๆ ว่า Sure.

ฟังดูเป็นกันเองและตอบรับง่าย ๆ


Of course.
ได้เลย / แน่นอน

นึกสถานการณ์ว่าลูกค้าถามว่า

Can I pay by card?
จ่ายด้วยบัตรได้ไหม?

ถ้าร้านรับบัตร ก็ตอบว่า Of course.

สองคำนี้ใช้ตอบรับได้เหมือนกันว่า “ได้เลย / ได้”

Sure = ได้เลย
Of course = แน่นอน / ได้เลย


No problem.
ไม่มีปัญหา / ได้เลย

เวลาลูกค้าขออะไรที่เราช่วยให้ได้ ก็ตอบแบบนี้ได้


Okay.
โอเค / ได้

ถ้าลูกค้าบอกว่าจะเอาชิ้นไหน หรือเอากี่ชิ้น เราก็ตอบสั้น ๆ ว่า Okay. ได้เลย


Here you are.
เชิญเลย / รับนี่ได้เลย

เวลาหยิบของหรือส่งของให้ลูกค้า ประโยคนี้ฟังดูสุภาพและเป็นมิตร


Please have a look.
เชิญดูได้เลย

ถ้าเอาของให้ลูกค้าดู หรืออยากให้ลูกค้าลองดูสินค้าก่อน ประโยคนี้ใช้ได้เลย

จำคำว่า have a look ก็คือ “ดู / ลองดู”


Let me get that for you.
เดี๋ยวหยิบให้

นึกภาพว่าลูกค้าต้องการของบางอย่าง แล้วเรากำลังจะหยิบให้

ประโยคนี้ให้ความรู้สึกว่าเรากำลังช่วยลูกค้า


I'll get that for you.
เดี๋ยวจัดการให้

ความหมายคล้ายกับประโยคก่อน เป็นอีกแบบที่ใช้บอกลูกค้าว่าเราจะจัดการให้

จำคำว่า get ก็คือ “เอามาให้ / จัดการให้” ตามสถานการณ์


That's fine.
ได้เลย / ไม่เป็นไร

นึกสถานการณ์ว่าลูกค้าบอกว่า

I'd like this one instead.
ฉันขอเปลี่ยนเป็นอันนี้แทน

เราก็ตอบว่า That's fine. ประมาณว่า “ได้เลย / ไม่เป็นไร”


Here's your change.
นี่คือเงินทอน / เงินทอนของคุณ

หลังจากลูกค้าจ่ายเงินแล้ว เราส่งเงินทอนให้พร้อมพูดประโยคนี้

จำคำว่า change ก็คือ “เงินทอน”


Here's your receipt.
นี่คือใบเสร็จ / ใบเสร็จของคุณ

หลังจากรับเงินแล้ว เราส่งใบเสร็จให้ลูกค้า

จำคำว่า receipt ก็คือ “ใบเสร็จ”


Thank you. Have a nice day!
ขอบคุณ ขอให้เป็นวันที่ดี

ตอนลูกค้ากำลังจะกลับจากร้าน ก็ปิดท้ายด้วยประโยคนี้ได้


ตอน5 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาไปซื้อของ


หลังจากตอนที่แล้วจดประโยคเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือไป ตอนนี้ลองนึกถึงเวลาที่เราไปซื้อของบ้าง

บางประโยคเป็นคำที่คุ้นอยู่แล้ว แต่พอลองนึกสถานการณ์ตอนเลือกของจริง ๆ ก็มีประโยคที่น่าจำอยู่หลายประโยค


How much is this?

อันนี้ราคาเท่าไหร่?

อันนี้นึกถึงเวลาเห็นของที่อยากได้ แต่ไม่มีป้ายราคา เลยอยากถามราคา

จำคำว่า how much ก็คือ “เท่าไหร่”


How much does this cost?

อันนี้ราคาเท่าไหร่?

ความหมายคล้ายกับ How much is this? เลย แต่อีกแบบที่เจอได้เหมือนกัน

จำคำว่า cost ก็คือ “ราคา / มีราคา”


Is this on sale?

อันนี้ลดราคาไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาเดินดูของแล้วเห็นสินค้าที่สนใจ เลยอยากรู้ว่ากำลังลดราคาอยู่หรือเปล่า

จำคำว่า on sale ก็คือ “ลดราคา”


Do you have this?

มีอันนี้ไหม? / มีแบบนี้ไหม?

อันนี้นึกสถานการณ์ว่า เรามีรูปสินค้าในมือถือ แล้วอยากรู้ว่าที่ร้านมีแบบในรูปไหม

จำคำว่า have ก็คือ “มี”


Do you have this in another color?

มีอันนี้สีอื่นไหม?

อันนี้ก็คล้ายกับประโยคเมื่อกี้ แต่เพิ่มเรื่องสีเข้ามา

จำคำว่า another ก็คือ “อีก / อื่น”


Do you have a different size?

มีไซซ์อื่นไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาเลือกเสื้อผ้า แล้วอยากถามว่ามีขนาดอื่นไหม

จำคำว่า different ก็คือ “แตกต่าง / อื่น”


Can I see this one?

ขอดูอันนี้หน่อยได้ไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาเห็นของที่สนใจ แล้วอยากขอดูใกล้ ๆ ก่อน

จำคำว่า see ก็คือ “เห็น / ดู”


This one.

อันนี้ / เอาอันนี้

คำสั้น ๆ ที่น่าจะได้ใช้ตอนเลือกของ

จำคำว่า this ก็คือ “นี้ / อันนี้”


That one.

อันนั้น / เอาอันนั้น

คล้ายกับ This one. แต่เปลี่ยนเป็นของที่อยู่ตรงนั้น

จำคำว่า that ก็คือ “นั้น / อันนั้น”


Two of this one, please.

อันนี้สองชิ้น

อันนี้นึกถึงเวลาเลือกของแล้วอยากได้แบบเดียวกันสองชิ้น

จำ two ก็คือ “สอง”


Three of that one, please.

อันนั้นสามชิ้น

คล้ายกับประโยคเมื่อกี้ แต่อันนี้เป็นของที่อยู่ตรงนั้น และเอาสามชิ้น

จำ three ก็คือ “สาม”


One of each, please.

เอาอย่างละหนึ่งชิ้น

อันนี้นึกถึงเวลาเลือกของหลายแบบ แล้วอยากได้แต่ละแบบอย่างละหนึ่งชิ้น

จำคำว่า each ก็คือ “แต่ละ / อย่างละ”


Two of each, please.

เอาอย่างละสองชิ้น

เหมือนประโยคเมื่อกี้ แต่เปลี่ยนจากอย่างละหนึ่งเป็นอย่างละสอง


Can I have another one?

ขออีกอันได้ไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาเลือกของแล้วอยากได้เพิ่มอีกหนึ่งอัน

จำคำว่า another ก็คือ “อีก / อีกหนึ่ง”


Can I have one more?

ขอเพิ่มอีกอันได้ไหม?

คล้ายกับ Can I have another one? เลย แต่เปลี่ยนมาใช้ one more

จำคำว่า more ก็คือ “เพิ่ม / มากขึ้น”


Could I try this on?

ขอลองอันนี้ได้ไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาเลือกเสื้อผ้าแล้วอยากลองใส่ก่อนซื้อ ประโยคนี้ฟังดูสุภาพและนุ่มกว่า Can I try this on? เล็กน้อย

จำคำว่า try on ก็คือ “ลองใส่”


Do you have a smaller one?

มีอันที่เล็กกว่านี้ไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาเห็นของแล้วรู้สึกว่าใหญ่ไป เลยอยากถามว่ามีอันที่เล็กกว่านี้ไหม

จำคำว่า smaller ก็คือ “เล็กกว่า”


Do you have a bigger one?

มีอันที่ใหญ่กว่านี้ไหม?

ตรงข้ามกับประโยคเมื่อกี้เลย ถ้าอันที่ดูอยู่เล็กไป ก็ถามหาอันที่ใหญ่กว่า

จำคำว่า bigger ก็คือ “ใหญ่กว่า”


Do you have any discounts?

มีส่วนลดไหม?

อันนี้นึกถึงเวลาอยากถามว่าของชิ้นนี้มีส่วนลดหรือเปล่า

จำคำว่า discount ก็คือ “ส่วนลด”


Can I pay by card?

จ่ายด้วยบัตรได้ไหม?

อันนี้ถามเรื่องวิธีจ่ายเงิน

จำคำว่า pay ก็คือ “จ่าย”


Can I pay in cash?

จ่ายเป็นเงินสดได้ไหม?

อีกแบบสำหรับถามว่าสามารถจ่ายด้วยเงินสดได้ไหม

จำคำว่า cash ก็คือ “เงินสด”


Can I see the bill, please?

ขอดูบิลได้ไหม?

อันนี้ถ้าเราต้องการขอดูบิล ใช้ see ที่หมายถึง “ดู”


Can I have the bill, please?

เช็กบิลได้ไหม? / เรียกเก็บเงินได้ไหม?

แต่อันนี้ในร้านอาหาร ถ้าเรากินเสร็จแล้วต้องการเรียกพนักงานมาเก็บเงิน ก็ใช้ประโยคนี้

ไม่ใช่ “ขอดูบิล”

จำง่าย ๆ ว่า see = ดู ส่วน have = ขอ / เอามาให้


Can I get a receipt?

ขอใบเสร็จได้ไหม?

อันนี้เป็นตอนหลังจากจ่ายเงินแล้ว ถ้าต้องการใบเสร็จก็ใช้ประโยคนี้

จำคำว่า receipt ก็คือ “ใบเสร็จ”


I'm just looking, thank you.

ขอดูก่อนนะ ขอบคุณ

อันนี้นึกถึงเวลาเดินเข้าไปในร้าน แล้วพนักงานเข้ามาถาม แต่เรายังไม่ได้อยากซื้ออะไร แค่เดินดูไปก่อน

จำคำว่า looking ก็คือ “กำลังดู”


I'll think about it.

ขอคิดดูก่อนนะ / เดี๋ยวขอคิดดูก่อน

อันนี้นึกถึงเวลาเลือกของอยู่ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อหรือเปล่า

จำคำว่า think ก็คือ “คิด”


That's all, thank you.

เอาแค่นี้ / หมดแล้ว ขอบคุณ

อันนี้นึกถึงตอนเลือกของเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรจะเอาเพิ่ม

จำคำว่า all ก็คือ “ทั้งหมด”


บทความในชุดเดียวกัน

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ >>> อ่านตอนที่ 1
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาทักทายและพูดคุย >>> อ่านตอนที่ 2
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาตอบกลับและแสดงความคิดเห็น >>> อ่านตอนที่ 3
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาขอความช่วยเหลือ >>> อ่านตอนที่ 4

  • ตอนที่ 5
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาไปซื้อของ >>>กำลังอ่านอยู่ในบทความนี้>>> อ่านตอนที่ 6 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน >>> อ่านตอนที่ 8

ตอน4 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาขอความช่วยเหลือ


ตอนก่อน ๆ จดเรื่องการทักทาย การพูดคุย รวมถึงประโยคที่ใช้ตอบกลับและแสดงความคิดเห็นไปแล้ว

ตอนนี้เก็บรวบรวมประโยคที่เกี่ยวกับการ "ขอความช่วยเหลือ" บ้าง

บางประโยคเป็นคำที่คุ้น ๆ กันอยู่แล้ว แต่พอเอามาเรียงเป็นประโยคก็มีหลายแบบเหมือนกัน เลยอยากจดไว้ให้ตัวเองดูง่าย ๆ เวลาเจออีกจะได้พอนึกออกว่าหมายถึงอะไรค่ะ


Can you help me?

ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?

อันนี้ตรงตัวและจำง่ายดี ถ้าเรากำลังทำอะไรอยู่แล้วติดตรงไหนสักอย่าง ก็สามารถนึกประโยคนี้ออกมาได้เลย


Could you help me?

ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?

ความหมายคล้ายกับ Can you help me? เลย แต่พอเป็น Could ก็ฟังดูสุภาพและนุ่มขึ้นมาอีกนิด


Can you help me with this?

ช่วยฉันเรื่องนี้หน่อยได้ไหม? / ช่วยหน่อยได้ไหม?

อันนี้มี with this เพิ่มเข้ามา เลยให้ความรู้สึกว่าเรากำลังขอให้ช่วยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อย่างเช่น เรากำลังถือของอยู่ แล้วของนั้นหนักหรือจัดการยาก เลยยื่นให้อีกคนแล้วพูดว่า Can you help me with this? ประมาณว่า “ช่วยหน่อยได้ไหม?”

จำคำว่า with ก็คือ “กับ / ในเรื่อง”


Could you please help me?

กรุณาช่วยฉันหน่อยได้ไหม?

อันนี้มีทั้ง Could และ please เลยฟังดูสุภาพขึ้นมาอีกหน่อย

จำคำว่า please ก็คือ “กรุณา / ได้โปรด”


Please help me.

กรุณาช่วยฉันด้วย / ช่วยฉันด้วย

อันนี้สั้นมาก ความหมายตรง ๆ เลยว่าอยากให้อีกคนช่วย


Can you give me a hand?

ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?

ตอนแรกเห็นคำว่า give me a hand ก็สงสัยว่าทำไมต้องพูดถึงมือ แต่จริง ๆ แล้วเป็นสำนวนที่หมายถึง “ช่วยหน่อย”


Could you give me a hand?

ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?

เหมือนประโยคเมื่อกี้เลย แต่เปลี่ยนเป็น Could เลยฟังดูสุภาพและนุ่มขึ้น


Can you do me a favor?

ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?

อันนี้นึกเหมือนเรากำลังจะขอให้อีกคนช่วยทำอะไรให้สักอย่าง เลยพูดขึ้นมาก่อนว่า “ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”

จำคำว่า favor ก็คือ “ความช่วยเหลือ / การช่วยเหลือ”


Could you do me a favor?

กรุณาช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?

ความหมายคล้ายกับประโยคก่อนหน้า แต่ Could ทำให้ฟังดูสุภาพขึ้น


Can I ask you a favor?

ขอให้คุณช่วยอะไรหน่อยได้ไหม?

อันนี้ก็คล้าย ๆ กับการเกริ่นก่อนขอความช่วยเหลือ เหมือนกำลังจะพูดว่า “ขออะไรหน่อยได้ไหม?”

จำคำว่า ask ก็คือ “ถาม / ขอ”


Would you mind helping me?

ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?

ตอนแรกเห็นประโยคนี้แล้วรู้สึกว่ายาวเหมือนกัน แต่พอรู้ความหมายแล้วก็เข้าใจว่าเป็นอีกประโยคที่ใช้ขอให้ช่วยแบบสุภาพ


I need some help.

ฉันต้องการความช่วยเหลือหน่อย / ฉันต้องการให้ช่วยหน่อย

อันนี้ตรงตัวดี มีคำว่า need ที่หมายถึง “ต้องการ”


I need your help.

ฉันต้องการให้คุณช่วย / ฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ

อันนี้มี your เพิ่มเข้ามา เลยเป็นการพูดถึงความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายโดยตรง

จำคำว่า your ก็คือ “ของคุณ”


Can you show me?

ขอดูหน่อยได้ไหม? / ช่วยทำให้ดูหน่อยได้ไหม?

อันนี้สั้นดี ความหมายประมาณว่า “ขอดูหน่อยได้ไหม?”

จำคำว่า show ก็คือ “ทำให้ดู / แสดงให้ดู”


Can you show me how?

ช่วยทำให้ดูหน่อยได้ไหมว่าทำยังไง? / ช่วยบอกวิธีทำให้ดูหน่อยได้ไหม?

อันนี้มี how เพิ่มเข้ามา เลยเป็นการขอให้ช่วยทำให้ดูว่า “ทำยังไง”

จำคำว่า how ก็คือ “อย่างไร / ยังไง”


Can you explain this?

ช่วยอธิบายเรื่องนี้หน่อยได้ไหม?

อันนี้นึกสถานการณ์ว่า เราเจออะไรบางอย่างแล้วไม่เข้าใจ เลยอยากให้อีกคนช่วยอธิบายให้ฟังหน่อย

จำคำว่า explain ก็คือ “อธิบาย”


Could you explain that again?

ช่วยอธิบายอีกครั้งได้ไหม? / ช่วยอธิบายอีกรอบได้ไหม?

อันนี้นึกสถานการณ์ว่า อีกฝ่ายเพิ่งอธิบายอะไรไป แต่เรายังไม่ค่อยเข้าใจ เลยอยากให้พูดหรืออธิบายอีกรอบ

จำคำว่า again ก็คือ “อีกครั้ง / อีกที”


Can you help me find this?

ช่วยฉันหาอันนี้หน่อยได้ไหม? / ช่วยหาอันนี้ให้หน่อยได้ไหม?

อันนี้นึกสถานการณ์ว่า เราเดินเข้าไปในร้านแล้วมีรูปสินค้าที่อยากได้อยู่ในมือถือ แต่ไม่รู้ว่าวางอยู่ตรงไหน เลยเปิดรูปให้พนักงานดูแล้วถามว่า Can you help me find this? ประมาณว่า “ช่วยฉันหาอันนี้หน่อยได้ไหม?”

จำคำว่า find ก็คือ “หา”


Do you have this?

มีอันนี้ไหม? / มีแบบนี้ไหม?

ส่วนอันนี้นึกสถานการณ์ว่า เรามีรูปสินค้าในมือถือเหมือนกัน แต่สิ่งที่อยากรู้คือที่ร้านมีสินค้าตามรูปไหม

Do you have this?

ประมาณว่า “มีอันนี้ไหม?”

จำคำว่า have ก็คือ “มี”


บทความในชุดเดียวกัน

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ >>> อ่านตอนที่ 1
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาทักทายและพูดคุย >>> อ่านตอนที่ 2
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาตอบกลับและแสดงความคิดเห็น >>> อ่านตอนที่ 3

  • ตอนที่ 4


ตอน3 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาตอบกลับและแสดงความคิดเห็น


ช่วงนี้พยายามจำประโยคภาษาอังกฤษสั้น ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด นอกจากประโยคที่ใช้ทักทายแล้ว เวลาคุยกับใครก็มีประโยคที่ใช้ตอบกลับหรือแสดงความคิดเห็นที่เจออยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน

บางประโยคเคยเห็นผ่านตามาแล้ว แต่ยังจำความหมายไม่ค่อยได้ เลยลองจดเอาไว้แบบที่ตัวเองเข้าใจ เผื่อกลับมาอ่านอีกทีจะได้จำง่ายขึ้น


Sounds good.

ฟังดูดีนะ / โอเคเลย

ชอบประโยคนี้ตรงที่สั้นมาก ความหมายประมาณว่า “ฟังดูดีนะ” หรือ “โอเคเลย”


That sounds great!

ฟังดูดีมาก! / เยี่ยมเลย!

อันนี้คล้ายกับ Sounds good. แต่ฟังดูตื่นเต้นหรือรู้สึกชอบมากขึ้นอีกนิด


That's a good idea.

นั่นเป็นความคิดที่ดีนะ

ความหมายประมาณว่า “นั่นเป็นความคิดที่ดีนะ” เป็นอีกประโยคที่จำไม่ยาก

Good idea!
ไอเดียดีเลย!

ส่วนอันนี้สั้นกว่า และฟังดูเป็นกันเองดี


I think so.

ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ

ประโยคนี้ตรงตัวเลย “ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ” ฟังดูเหมือนยังไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย


I don't think so.

ฉันไม่คิดว่าอย่างนั้นนะ

เป็นอีกประโยคที่จำคู่กับ I think so. ได้ง่ายดี ความหมายประมาณว่า “ฉันไม่คิดว่าอย่างนั้นนะ”


I agree.

ฉันเห็นด้วย

สั้นและตรงตัวเลย “ฉันเห็นด้วย” เป็นประโยคที่น่าจำไว้


I don't agree.

ฉันไม่เห็นด้วย

อันนี้ก็ตรงข้ามกับ I agree. เลย คือ “ฉันไม่เห็นด้วย”


I'm not sure I agree.

ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเห็นด้วยนะ

ประโยคนี้ยาวขึ้นมาอีกหน่อย แต่ฟังดูนุ่มกว่า I don't agree.


You're right.

คุณพูดถูก

ประโยคนี้จำง่ายดี ความหมายตรง ๆ เลยว่า “คุณพูดถูก”


I think you're right.

ฉันคิดว่าคุณพูดถูกนะ

พอเติม I think เข้าไป ความรู้สึกก็เหมือน “ฉันคิดว่าคุณพูดถูกนะ” ฟังดูไม่หนักแน่นเท่า You're right.


Maybe.

อาจจะนะ / ก็เป็นไปได้

เป็นคำสั้น ๆ ที่เจอบ่อย ความหมายประมาณว่า “อาจจะนะ” หรือ “ก็เป็นไปได้”


So-so.

ก็เรื่อย ๆ / งั้น ๆ / ไม่ค่อยดีไม่ค่อยแย่

คำนี้ประมาณว่า “ก็เรื่อย ๆ” ไม่ได้รู้สึกว่าดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร

How are you?
สบายดีไหม?

So-so.
ก็เรื่อย ๆ / งั้น ๆ


I'm not sure.

ฉันไม่แน่ใจ

คำนี้จำง่ายดี ความหมายตรง ๆ ว่า “ฉันไม่แน่ใจ”


I don't know.

ฉันไม่รู้

ประโยคที่คุ้นเคยอยู่แล้ว แปลตรงตัวเลยว่า “ฉันไม่รู้”


I have no idea.

ฉันไม่รู้เลย / ไม่รู้เหมือนกัน

คล้ายกับ I don't know. แต่ความรู้สึกเหมือน “ไม่รู้เลยจริง ๆ” มากขึ้น


Really?

จริงเหรอ?

สั้นมาก เห็นบ่อยและจำง่าย ความหมายก็คือ “จริงเหรอ?”


That's interesting.

น่าสนใจนะ

เป็นอีกประโยคที่ชอบ ความหมายง่าย ๆ ว่า “น่าสนใจนะ”


I see.

อ๋อ เข้าใจแล้ว

ประโยคนี้ตอนแรกอาจไม่ได้คิดว่าแปลแบบนี้ แต่พอเจอในบทสนทนาแล้วจะประมาณว่า “อ๋อ เข้าใจแล้ว”


That makes sense.

ฟังดูมีเหตุผลนะ / เข้าใจได้

ประโยคนี้ตอนแรกไม่ค่อยคุ้น แต่พอรู้ความหมายแล้วจำง่ายขึ้น ประมาณว่า “อ๋อ แบบนี้นี่เอง ฟังดูมีเหตุผล”


Exactly!

ใช่เลย! / นั่นแหละ!

เป็นคำสั้น ๆ ที่ชอบ ความรู้สึกประมาณว่า “ใช่เลย!” หรือ “นั่นแหละ!”


Me too.

ฉันก็เหมือนกัน

อันนี้จำง่ายมาก Me too. ก็คือ “ฉันก็เหมือนกัน”

I like coffee.
ฉันชอบกาแฟ

Me too.
ฉันก็เหมือนกัน


Me neither.

ฉันก็ไม่เหมือนกัน

อันนี้คล้ายกับ Me too. แต่เป็นประโยคที่พูดถึงเรื่องที่ไม่เหมือนกัน

I don't like spicy food.
ฉันไม่ชอบอาหารเผ็ด

Me neither.
ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน


Of course.

แน่นอน / ได้เลย

เป็นคำที่คุ้นหูอยู่แล้ว ความหมายประมาณว่า “แน่นอน” หรือบางครั้งก็ให้ความรู้สึกประมาณ “ได้เลย”


Absolutely.

แน่นอน / อย่างแน่นอน

คำนี้เจอบ่อยเหมือนกัน ความหมายประมาณว่า “แน่นอน” หรือ “อย่างแน่นอน” ฟังดูเหมือนการตอบรับที่ชัดเจนมาก

Do you agree?
คุณเห็นด้วยไหม?

Absolutely!
เห็นด้วยอย่างแน่นอน!


Absolutely deny.

ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง / ปฏิเสธโดยเด็ดขาด

คำนี้เจอแล้วเสียงอาจฟังติดกันจนแยกคำไม่ค่อยออก เลยอยากจดไว้ด้วยว่า deny คือ “ปฏิเสธ”

I absolutely deny it.
ฉันปฏิเสธเรื่องนั้นอย่างสิ้นเชิง


Absolutely denied.

ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง / ถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

อันนี้เป็นรูปที่มี -ed ต่อท้าย deny เลยให้ความหมายเป็นการปฏิเสธที่เกิดขึ้นแล้ว หรือในบางประโยคอาจหมายถึง “ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง”

He absolutely denied it.
เขาปฏิเสธเรื่องนั้นอย่างสิ้นเชิง


บทความในชุดเดียวกัน

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ >>> อ่านตอนที่ 1

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาทักทายและพูดคุย >>> อ่านตอนที่ 2
  • ตอนที่ 3
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาตอบกลับและแสดงความคิดเห็น >>>กำลังอ่านอยู่ในบทความนี้ค่ะ
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาขอความช่วยเหลือ >>> อ่านตอนที่ 4
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาไปซื้อของ >>> อ่านตอนที่ 5
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ตอนเป็นคนขาย >>> อ่านตอนที่ 6
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้เรื่องเวลานัดหมาย >>> อ่านตอนที่ 7

 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน >>> อ่านตอนที่ 8



ตอน2 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาทักทายและพูดคุย


ช่วงนี้กำลังจดประโยคภาษาอังกฤษง่าย ๆ เอาไว้เรื่อย ๆ ค่ะ หลังจากตอนแรกจดประโยคที่อยากจำไว้ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ ตอนนี้เลยเอาประโยคที่น่าจะได้เจอเวลาทักทายหรือพูดคุยกับคนอื่นมารวม ๆ ไว้

บางประโยคเป็นคำที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่พอลองสังเกตจริง ๆ ก็มีบางคำที่ใช้ในสถานการณ์ต่างกัน เลยอยากจดไว้ให้ตัวเองจำได้ง่ายขึ้นค่ะ


How are you?

คุณเป็นอย่างไรบ้าง? / สบายดีไหม?

เป็นประโยคที่คุ้นเคยมาก ใช้ทักทายและถามว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าจะตอบแบบที่เราคุ้นกันมาตั้งแต่ก่อน ก็เช่น

I'm fine, thank you. And you?
ฉันสบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ?


How about you?

แล้วคุณล่ะ?

ประโยคนี้ใช้ถามกลับ หลังจากที่เราพูดถึงตัวเองไปแล้ว

I'm good. How about you?
ฉันสบายดี แล้วคุณล่ะ?

เมื่อก่อนเรามักจะพูด And you? กันบ่อย ๆ ซึ่งก็มีความหมายว่า “แล้วคุณล่ะ?” เหมือนกัน


How's it going?

เป็นอย่างไรบ้าง? / ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?

เป็นอีกวิธีหนึ่งในการทักทาย ฟังดูสบาย ๆ และเป็นกันเอง


How have you been?

ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

ประโยคนี้รู้สึกเหมาะกับเวลาที่ไม่ได้เจอกันมาสักพัก เหมือนถามว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง


What's up?

เป็นไงบ้าง? / มีอะไรใหม่ไหม?

เป็นคำทักทายแบบไม่เป็นทางการ ฟังดูสบาย ๆ เวลาเจอเพื่อนหรือคนที่คุยกันแบบเป็นกันเอง


What are you up to?

กำลังทำอะไรอยู่?

ใช้ถามว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ เช่น ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไร ก็ใช้ประโยคนี้ได้


What have you been up to?

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?

คล้ายกับประโยคก่อนหน้า แต่จะพูดถึงช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ถามแค่สิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้


How's your day going?

วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

เป็นการถามถึงวันนี้โดยเฉพาะ เหมือนถามว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง


How was your day?

วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

ความหมายใกล้กับประโยคก่อนหน้า แต่ใช้ถามหลังจากผ่านช่วงเวลาของวันนั้นมาแล้ว เช่น ตอนเย็นถามกันว่า How was your day?


Nice to meet you.

ยินดีที่ได้รู้จัก

ใช้ตอนเจอหรือรู้จักใครเป็นครั้งแรก เป็นประโยคง่าย ๆ ที่น่าจะได้ใช้เวลาต้องแนะนำตัวกับคนใหม่


Nice to see you.

ดีใจที่ได้เจอคุณ / ดีใจที่ได้พบกัน

คำนี้ต่างจาก Nice to meet you. ตรงที่มักใช้กับคนที่เราเคยเจอหรือรู้จักกันมาก่อน


Long time no see!

ไม่เจอกันนานเลย!

เป็นประโยคทักทายแบบเป็นกันเอง เหมาะกับเวลาที่ไม่ได้เจอกันมานาน


It's been a while.

ไม่ได้เจอกันสักพักเลยนะ

ความหมายใกล้กับ Long time no see! ใช้พูดเมื่อไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่ง


What's new?

มีอะไรใหม่ ๆ บ้าง?

เป็นอีกประโยคที่ใช้ชวนคุย ถามว่าช่วงนี้มีอะไรใหม่ ๆ หรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง


How's everything?

ทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง?

ใช้ถามภาพรวมง่าย ๆ ว่าช่วงนี้ทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง


How's everything going?

ช่วงนี้ทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง?

ความหมายคล้ายกับประโยคก่อนหน้า ใช้ถามว่าสิ่งต่าง ๆ ช่วงนี้เป็นไปอย่างไรบ้าง


Are you busy?

ตอนนี้ยุ่งอยู่ไหม?

ใช้ถามว่าอีกฝ่ายกำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ก่อนจะชวนคุยหรือขอให้ช่วยอะไร


Are you free?

สะดวกไหม? / มีเวลาว่างไหม?

คำว่า free ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง “ฟรี” แต่หมายถึงมีเวลาว่างหรือสะดวกค่ะ


What time are you free?

สะดวกช่วงไหน?

ใช้ถามต่อว่าอีกฝ่ายว่างช่วงไหน เช่น เวลาจะนัดคุยหรือนัดเจอกัน


See you later.

แล้วเจอกันนะ / ไว้เจอกัน

เป็นประโยคบอกลาแบบสบาย ๆ ใช้เวลาที่เราคาดว่าจะได้เจอกันอีก


ค่อย ๆ จำไปทีละนิดละหน่อยก็แล้วกันเนาะ


บทความในชุดเดียวกัน

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ  >>> อ่านตอนที่ 1

  • ตอนที่ 2
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาทักทายและพูดคุย  >>> กำลังอ่านอยู่ในบทความนี้ค่ะ

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาตอบกลับและแสดงความคิดเห็น >>> อ่านตอนที่ 3

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาขอความช่วยเหลือ >>> อ่านตอนที่ 4

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาไปซื้อของ >>> อ่านตอนที่ 5

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ตอนเป็นคนขาย >>> อ่านตอนที่ 6
ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้เรื่องเวลานัดหมาย >>> อ่านตอนที่ 7
 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน >>> อ่านตอนที่ 8


ตอน1 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ


ช่วงนี้กำลังพยายามจำประโยคภาษาอังกฤษง่าย ๆ เอาไว้ใช้บ้าง เพราะบางทีเจอประโยคสั้น ๆ แล้วรู้สึกว่าความหมายดี เลยอยากจดเก็บไว้

ตอนที่กำลังหาไปเรื่อย ๆ ก็เจอหลายประโยคที่เป็นเรื่องให้กำลังใจตัวเอง เช่น วันที่รู้สึกเหนื่อย วันที่ทำอะไรไม่สำเร็จอย่างที่คิด หรือวันที่รู้สึกว่าอยากหยุดพักสักหน่อย

บางประโยคไม่ได้มีคำศัพท์ยากเลย แต่พอรู้ความหมายแล้วกลับรู้สึกดี เลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับการเอามาจดไว้ในบล็อก เผื่อวันไหนกลับมาอ่าน จะได้ทั้งทบทวนภาษาอังกฤษและเตือนตัวเองไปพร้อมกันค่ะ

Tomorrow is another day.

พรุ่งนี้ยังมีวันใหม่

ประโยคนี้เหมือนเป็นการเตือนว่า ถึงวันนี้จะไม่เป็นอย่างที่คิด ก็ยังมีวันพรุ่งนี้ให้เริ่มต้นใหม่

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

ไอเดียถักโครเชต์หูกระต่าย หูชั้นในสีชมพู

ถ้าใครกำลังมองหา ไอเดียถักโครเชต์หูกระต่าย สำหรับนำไปตกแต่งตุ๊กตาหรือชิ้นงานโครเชต์ วันนี้มีตัวอย่างหูกระต่ายน่ารัก ๆ มาแบ่งปันค่ะ

หูกระต่ายแบบนี้เป็นการถัก หูสองสี โดยใช้สีหนึ่งเป็นส่วนของใบหูด้านนอก และเพิ่มสีชมพูบริเวณ หูชั้นใน ทำให้ใบหูดูโดดเด่นและมีรายละเอียดมากขึ้น

การเพิ่มสีของหูด้านในเป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานถัก โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ชิ้นงานมีรายละเอียดซับซ้อน สามารถเลือกสีชมพูอ่อนหรือสีชมพูเข้มให้เข้ากับสีหลักของงานได้ตามต้องการ

หูกระต่ายโครเชต์นำไปใช้กับอะไรได้บ้าง?

ใบหูกระต่ายที่ถักเสร็จแล้วสามารถนำไปประยุกต์กับงานได้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบของตุ๊กตากระต่าย งาน Amigurumi พวงกุญแจ หรือใช้ตกแต่งชิ้นงานโครเชต์อื่น ๆ

นอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดของใบหูให้เหมาะกับงานที่กำลังทำอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหูกระต่ายขนาดเล็กสำหรับพวงกุญแจ หรือหูขนาดใหญ่สำหรับตุ๊กตา

ด้านหลัง 

สำหรับคนที่กำลังหาวิธีถักหูกระต่าย

หากเพิ่งเริ่มถักโครเชต์และกำลังหาวิธีทำ ใบหูกระต่ายโครเชต์ การดูขั้นตอนจากวิดีโอจะช่วยให้เข้าใจรูปทรงและวิธีการถักได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถเห็นการขยับเข็มและการขึ้นรูปของใบหูได้แบบทีละขั้นตอน

วิดีโอนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากลองถักหูกระต่ายแนวนี้ และยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการนำไปออกแบบหรือปรับรูปแบบให้เข้ากับงานของตัวเองได้

สามารถดูวิดีโอด้านล่างเพื่อดูขั้นตอนการถักอย่างชัดเจนค่ะ


ลองสังเกตวิธีการถักจากในวิดีโอ แล้วนำไปปรับใช้กับชิ้นงานของตัวเองได้เลยค่ะ จะเปลี่ยนสีของหูชั้นใน ปรับขนาด หรือทดลองใช้กับตุ๊กตาสัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็ได้เช่นกัน.

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

วิธีสร้างเพลย์ลิสต์ใหม่ในแอป YouTube ถ้าหาปุ่ม “+ เพลย์ลิสต์ใหม่” ไม่เจอ


ใครที่ต้องการสร้าง เพลย์ลิสต์ใหม่ในแอป YouTube แต่เปิดแอปแล้วหาเครื่องหมาย “+ เพลย์ลิสต์ใหม่” ไม่เจอ ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะสามารถสร้างเพลย์ลิสต์ใหม่ผ่านวิดีโอได้อีกวิธีหนึ่ง

ถ้าหา “+ เพลย์ลิสต์ใหม่” ไม่เจอ ทำอย่างไร?

ให้ลองเปิดวิดีโอใดก็ได้ใน YouTube ที่ต้องการนำไปใส่ในเพลย์ลิสต์ จากนั้นทำตามขั้นตอนนี้

  1. เปิดวิดีโอที่ต้องการ

  2. แตะ บันทึก

  3. เลือก เปลี่ยน

  4. เลือก เพลย์ลิสต์ใหม่

  5. ตั้งชื่อเพลย์ลิสต์ที่ต้องการ

  6. เลือกการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

  7. แตะ สร้าง

เพียงเท่านี้ก็จะได้ เพลย์ลิสต์ใหม่ แล้วค่ะ

หลังจากสร้างเสร็จ สามารถเพิ่มวิดีโออื่น ๆ เข้าไปในเพลย์ลิสต์นั้นได้ตามต้องการ

แต่ทำไมบางคนถึงหา “+ เพลย์ลิสต์ใหม่” ไม่เจอ?

หน้าตาและตำแหน่งเมนูของแอป YouTube อาจแตกต่างกันไปตามเวอร์ชันของแอปและอุปกรณ์ที่ใช้งาน ดังนั้นหากหน้า เพลย์ลิสต์ ของคุณไม่มีปุ่ม “+ เพลย์ลิสต์ใหม่” ก็สามารถใช้วิธีสร้างจากวิดีโอแทนได้

ดูวิธีทำแบบละเอียด

หากยังไม่แน่ใจว่าต้องกดตรงไหน สามารถดูวิดีโอสอนวิธีสร้าง เพลย์ลิสต์ใหม่ในแอป YouTube ได้ที่คลิปนี้

ในวิดีโอจะแสดงขั้นตอนการสร้างเพลย์ลิสต์ใหม่แบบทีละขั้นตอน เหมาะสำหรับคนที่เปิดแอป YouTube แล้วหา “+ เพลย์ลิสต์ใหม่” ไม่เจอนั้นก็จะสามารถสร้างเพลย์ลิสต์ใหม่ได้แล้วค่ะ.

เทคนิคถักเพิ่มหลักแบบไม่มีรูสำหรับ Amigurumi

  การเพิ่มหลักเป็นเทคนิคที่ใช้บ่อยในการถัก Amigurumi โดยเฉพาะการถัก single crochet 2 ครั้งในหลักเดียวกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหลักในแต่ละรอบ แต่ใ...