วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

ตอน8 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน

เรื่องเวลาเป็นสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวันบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการถามว่าตอนนี้กี่โมง บอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ ขอเวลาเพิ่มอีกหน่อย หรือบอกว่าเรากำลังจะสาย

ประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเวลา

What time is it?
ตอนนี้กี่โมง?

อันนี้เป็นประโยคพื้นฐานที่น่าจะได้เจอบ่อยเลย ความหมายตรงตัวมาก


What time is it now?
ตอนนี้กี่โมงแล้ว?

คล้ายกับประโยคข้างบนเลย แค่มี now เพิ่มเข้ามา

จำคำว่า now ก็คือ “ตอนนี้”


What time do you get up?
คุณตื่นกี่โมง?

นึกสถานการณ์ว่ากำลังคุยกันเรื่องชีวิตประจำวัน แล้วถามอีกคนว่าปกติตื่นกี่โมง

จำคำว่า get up ก็คือ “ตื่น / ลุกจากที่นอน”


What time do you go to bed?
คุณเข้านอนกี่โมง?

อันนี้ก็จำคู่กับ What time do you get up? ได้ง่ายดี

go to bed = เข้านอน


What time does it start?
มันเริ่มกี่โมง?

เช่น มีงานหรือกิจกรรมอะไรสักอย่าง แล้วเราอยากรู้ว่าเริ่มกี่โมง

จำคำว่า start ก็คือ “เริ่ม”


What time does it end?
มันจบกี่โมง?

ถ้าถามเวลาเริ่มแล้ว ก็อาจอยากรู้ต่อว่าจบกี่โมง

end = จบ / สิ้นสุด


Are you free?
สะดวกไหม?

ในประโยคนี้ free หมายถึง “มีเวลาว่าง / สะดวก” ไม่ได้หมายถึง “ฟรี” หรือ “ไม่เสียเงิน”


What time are you free?
สะดวกช่วงไหน?

สองประโยคนี้ความหมายต่างกันเล็กน้อย

Are you free? = ถามว่าสะดวกไหม
What time are you free? = ถามว่าสะดวกช่วงไหน


What time should I come?
ฉันควรมาเวลาไหน?

นึกสถานการณ์ว่ามีคนบอกให้เราไปหา แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ไปกี่โมง ก็ถามแบบนี้ได้

จำคำว่า should ก็คือ “ควร”


What time should we meet?
เราควรเจอกันกี่โมง?

อันนี้ก็เป็นอีกประโยคที่เกี่ยวกับการนัดเวลา


It's a quarter past eight.
8 โมง 15 นาที


It's a quarter to nine.
8 โมง 45 นาที

ตอนแรกเห็นคำว่า quarter ก็อาจงงนิดหน่อยว่าทำไมถึงหมายถึง 15 นาที

Quarter แปลว่า “หนึ่งในสี่” ดังนั้นเมื่อใช้กับเวลา a quarter = 15 นาที

  • a quarter past eight = 8:15
  • a quarter to nine = 8:45

จำแบบง่าย ๆ ว่า past คือเลยเวลานั้นมาแล้ว ส่วน to คือเหลืออีกเท่าไหร่ก่อนถึงชั่วโมงถัดไป


I'll be there at 8.
ฉันจะไปถึงตอน 8 โมง

ประโยคนี้เอาไว้บอกอีกคนว่าเราจะไปถึงตอนกี่โมง

จำคำว่า at ก็คือใช้กับเวลาที่เจาะจง


I'll be there in 10 minutes.
ฉันจะไปถึงใน 10 นาที

อันนี้ต่างจากประโยคข้างบนตรงที่ไม่ได้บอกเวลาเป็นนาฬิกา แต่บอกว่าอีกกี่นาทีจากตอนนี้

จำคำว่า in ก็คือ “ในอีก...”


Give me five more minutes.
ให้ฉันเวลาอีก 5 นาทีนะ

นึกสถานการณ์ว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วมีคนเรียก แต่เรายังทำไม่เสร็จ เลยขอเวลาเพิ่มอีก 5 นาที

จำคำว่า more ก็คือ “เพิ่ม / อีก”


I'll give you five more minutes.
ฉันให้เวลาอีก 5 นาทีนะ

อันนี้สลับกับประโยคเมื่อกี้เลย จากเราเป็นคนขอเวลา กลายเป็นเราเป็นคนให้เวลาอีกฝ่าย


Give me another 30 minutes.
ให้ฉันเวลาอีก 30 นาทีนะ

another ก็มีความหมายว่า “อีก” เหมือนกัน จำคู่กับ more ไว้ก็น่าจะช่วยได้


Give me a minute.
ขอเวลาสักครู่นะ


Just a second.
รอแป๊บนึงนะ


Just a minute.
รอสักครู่นะ


Give me a second.
ขอเวลาสักแป๊บ


Hang on a second.
รอแป๊บนะ


Hold on a moment.
รอสักครู่นะ


One moment, please.
กรุณารอสักครู่


Wait a moment.
รอสักครู่

ประโยคกลุ่มนี้ความหมายใกล้กันมาก เป็นการขอให้อีกฝ่ายรอสักครู่ แต่พอลองดูดี ๆ น้ำเสียงก็มีต่างกันนิดหน่อย

Just a second. → กันเอง ใช้ในชีวิตประจำวัน
Just a minute. → กันเองและเป็นธรรมชาติ
Give me a second. → กันเองมากขึ้น เหมือนขอเวลาสักแป๊บ
Give me a minute. → กันเอง ขอเวลาอีกนิด
Hang on a second. → กันเองมาก มักใช้เวลาคุยกันแบบสบาย ๆ
Hold on a moment. → เป็นกลาง ฟังดูสุภาพกว่า Hang on
One moment, please. → สุภาพ เหมาะกับลูกค้า คนไม่สนิท หรือสถานการณ์บริการ
Wait a moment. → ตรงกว่าแบบอื่น จึงอาจฟังไม่นุ่มนวลเท่า Just a moment หรือ One moment, please


I'll be right back.
เดี๋ยวกลับมานะ

อันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ “รอแป๊บ” แต่หมายถึง “เดี๋ยวกลับมา” มักใช้เมื่อเราจะเดินไปทำอะไรสักครู่แล้วกลับมา

จำคำว่า right back ก็คือ “เดี๋ยวกลับมา”


It's time.
ได้เวลาแล้ว

ประโยคสั้น ๆ ตรงตัวเลยว่า “ได้เวลาแล้ว”


It's not time yet.
ยังไม่ถึงเวลา

คำว่า yet ในประโยคนี้มีความหมายประมาณว่า “ยัง”


I'm running late.
ฉันกำลังจะสาย

อันนี้เป็นอีกประโยคที่น่าจำ เพราะ running late ไม่ได้หมายถึง “วิ่ง” แต่หมายถึงกำลังจะไปสาย / ช้ากว่าที่ควร


I'm late.
ฉันมาสาย

อันนี้ตรงตัวและสั้นกว่า I'm running late.


I'm early.
ฉันมาเร็ว / ฉันมาก่อนเวลา

เป็นอีกคำที่จำคู่กับ late ได้ง่าย

early = เร็ว / ก่อนเวลา


I'm on time.
ฉันมาตรงเวลา

อันนี้หมายถึงมาทันเวลาที่กำหนด ไม่ได้สาย

จำคำว่า on time ก็คือ “ตรงเวลา”


Take your time.
ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบ

ชอบประโยคนี้ตรงที่สั้นและใช้ได้หลายสถานการณ์ ถ้าเราไม่ได้รีบอีกฝ่าย ก็พูดประโยคนี้ได้

จำง่าย ๆ ว่า Take your time = “ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบ”

บทความในชุดเดียวกัน

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ในวันที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ >>> อ่านตอนที่ 1

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาทักทายและพูดคุย >>> อ่านตอนที่ 2

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาตอบกลับและแสดงความคิดเห็น >>> อ่านตอนที่ 3

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาขอความช่วยเหลือ >>> อ่านตอนที่ 4

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เวลาไปซื้อของ >>> อ่านตอนที่ 5

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ ตอนเป็นคนขาย >>> อ่านตอนที่ 6

ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลานัดหมาย >>> อ่านตอนที่ 7

  • ตอนที่ 8

 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน >>> กำลังอ่านอยู่ในบทความนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ตอน8 ประโยคภาษาอังกฤษที่อยากจำไว้ เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน

เรื่องเวลาเป็นสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวันบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการถามว่าตอนนี้กี่โมง บอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ ขอเวลาเพิ่มอีกหน่อย หรือบอกว่าเรา...