วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เมื่อฉันอยากเป็นนักเขียน จะทำอย่างไร

 

เคยมั้ย?

เวลาอ่านหนังสือ อ่านนิยาย

หรือบทความสักเรื่องแล้วเกิดความรู้สึก

ว้าว!

อยากจะเขียนได้อย่างนั้นบ้างจัง

และในใจก็จะมีคำถามเกิดขึ้นให้ชวนกังวลในหัว

“ฉันอยากเป็นนักเขียนบ้างจัง”

“จะทำยังไงนะ”

“จะมีใครอ่านบ้างหรือเปล่า”

 

ในตอนนั้นอารมณ์ของผู้เขียนก็จะเป็นประมาณนี้ล่ะค่ะ เนื้อหาเล่มนี้ก็เลยอยากจะ
แชร์สิ่งที่ตนได้ทำและในที่สุดก็สามารถเขียน
“สลับอุบัติรัก”จบเป็นเรื่องแรก


มาดูกันว่าก่อนที่จะเริ่มเขียนนั้นจะเราต้องทำอะไรบ้าง

                                     


คำนำ

เคยมั้ย?

เวลาอ่านหนังสือ อ่านนิยาย

หรือบทความสักเรื่องแล้วเกิดความรู้สึก

ว้าว!

อยากจะเขียนได้อย่างนั้นบ้างจัง

และในใจก็จะมีคำถามเกิดขึ้นให้ชวนกังวลในหัว

“ฉันอยากเป็นนักเขียนบ้างจัง”

“จะทำยังไงนะ”

“จะมีใครอ่านบ้างหรือเปล่า”

 

ในตอนนั้นอารมณ์ของผู้เขียนก็จะเป็นประมาณนี้ล่ะค่ะ เนื้อหาเล่มนี้ก็เลยอยากจะ
แชร์สิ่งที่ตนได้ทำและในที่สุดก็สามารถเขียน
“สลับอุบัติรัก”จบเป็นเรื่องแรก

มาดูกันว่าก่อนที่จะเริ่มเขียนนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง

                                               1

อดทน

ความอดทน  ข้อนี้เราคนเขียนต้องอึดสักหน่อย ซึ่งคนเขียนต้องใจเย็นและมีความอดทนมาก เพราะกว่าจะเขียนจบเป็นเรื่องได้นี่ต้องขยันมาก ยิ่งเขียนอะไรยาว ๆ อย่างนิยาย นวนิยาย ซึ่งต้องเขียนหลายหน้า เขียนหลายตอน นานมากกว่าจะเขียนจบสักเรื่อง ฮึ๊บ!

 


2 

Contenes

คอนเทนต์ “ฉันจะเขียนอะไรดีนะ” แน่นอนว่าอาการนี้เป็นกันแทบทุกคนค่ะ เอาเป็นว่าอยากเขียนอะไรก็เขียนไปก่อน นึกอะไรออกก็จดไว้  หรืออยากจะระบายก็เขียนระบายลงใปในกระดาษทำเหมือนเราเขียนไดอารี่ ช่วงนี้ฉันไปดูหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพลงแนวนี้ที่ฉันชอบ ดารานักร้องคนนี้วงนี้ที่ฉันกรี๊ด วันนี้ฉันไปดูคอนเสิร์ตด้วยล่ะ ก็เขียนๆเก็บไว้ นี่ไงคุณรู้ตัวมั้ยว่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนของคุณได้เริ่มแล้วล่ะคะ ที่สำคัญนะ ในสิ่งที่คุณเขียน ๆ จด ๆ นั้นอาจจะมีสักอย่างที่ทำให้มีไอเดียบรรเจิดเกิดขึ้น  เป็นเรื่องราวจนนำไปสู่การเขียนนิยายได้ ส่วนเรื่องแนวเขียนอยากจะเขียนสไตล์แบบไหนก็จดเป็นรายการไว้ค่ะ เช่น จะเขียนบทความสักเรื่องเริ่มจากอะไรดีละ อย่างผู้เขียนที่เขียนครั้งแรกก็จะเริ่มจากสิ่งที่ชอบ และงานที่ทำ (ซึ่งคุณอาจจะมีสิ่งนั้นอยู่แล้วแต่อาจไม่รู้ตัว) เขียนคำคม เขียนบทกลอน นิทาน แล้วค่อยขยับเป็นการเขียนอะไรยาวอย่างการเขียนนิยาย ก็ลองเขียน ๆ ไปค่ะ อาจจะเจอที่ถนัดหรืออยากจะทำอยากจะเขียน


3

ศึกษาขั้นตอนการเขียน

อย่างเช่นผู้เขียนรู้แล้วว่าสนใจที่จะเขียนอะไรก็จะค้นหาด้วยกูเกิลนี่ละค่ะ ศึกษาหาข้อมูลขั้นตอนการเขียนซึ่งก็มีข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งนำมาประกอบกัน  จะเขียนบทความก็ดูว่าบทความมีกี่ประเภท จะเขียนแนวไหนได้บ้าง จะเขียนนิทานก็ต้องศึกษาวิธีการเขียนการเล่าเรื่อง การบรรยายภาพ  ผู้เขียนก็เริ่มจดรายละเอียดไปตามแต่ละข้อตามขั้นตอนของงานนั้นๆค่ะ แล้วจึงจะเริ่มเขียน

                            4

 ขยันและมีวินัย

เราต้องมีวินัยในการเขียนค่ะ ว่าด้วยเรื่องของการเขียนนิยาย นั่นคือในแต่ละวันเราจะต้องเขียนให้ได้กี่หน้า แต่คงมีบ้างล่ะที่คิดไม่ออกคราวนี้จะทำยังไง สมองตื้อๆ วันนี้คงเขียนไม่ได้แน่ อาการแบบนี้จะทำไง เลยนั่งอ่านที่เขียนไปแล้ว อ่าน ๆ ไปก็เกิดสะดุดอยากจะแก้ไขก็มีนะคะ (บางทีก็มีที่ไม่แวบขึ้นมาเลย หรือเกิดป่วย อันนี้ก็คงต้องพัก เพราะเขียนต่อคงไม่ได้จริง ๆ)


5 

หาความรู้เพิ่ม 

ข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องนำมาเป็นคลังให้เราค่ะ ความรู้มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว และที่สำคัญเราต้องกลั่นกรองข้อมูลนั้น ๆ ด้วยนะคะ อย่างการเขียนเล่มนี้ขึ้นมา ผู้เขียนก็นำข้อมูลที่ได้ทำการค้นหาค้นคว้าวิธีการที่จะนำสิ่งที่มีอยู่ในสมองออกมาเป็นการเขียนเพื่อแบ่งปัน และแน่นอนว่ายังมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่จะนำเราพัฒนาการเขียนได้ โดยการฝึกเขียนบ่อย ๆ หาความรู้ข้อมูลอื่น ๆ เพิ่ม อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ค่ะ


6

สะกดคำ

สะกดให้ถูก นั่นคือภาษา เรื่องของการใช้ภาษานี่ก็สำคัญมาก ๆ เราจะเขียนหนังสือก็ต้องเริ่มฝึกเขียนให้ถูกพิมพ์ให้ถูกค่ะ ภาษาไม่เก่ง สำนวนก็ไม่ได้ กลัวสารพัด เราต้องเลิกกลัวให้ได้ก่อน เพราะถ้ากลัวก็ไม่ได้เขียนสักที เขียนให้ถูกสะกดให้ถูกก่อน ค่อยไปเกลาสำนวนอีกทีก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือไม่ก็หาพจนานุกรมไทยมาไว้สักเล่มเพื่อตรวจความถูกต้องได้ค่ะ ในบางเว็บไซต์ที่เป็นร้านอีบุ๊กออนไลน์จะมีระบบบริการตรวจคำให้ด้วยค่ะ หรืออาจจะเข้าไปที่เว็บไซต์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา (Office of the Royal Society) ซึ่งจะมีเรื่องเกี่ยวกับหลักการใช้ภาษาไทยด้วยค่ะ เช่น การใช้เครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ  หรือคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นต้น

          ว่าด้วยเรื่องการสะกดคำให้ถูก ผู้เขียนซึ่งยังอยู่ในขั้นฝึกเขียนก็จะมีผิดอยู่บ้าง หรือที่เรียกว่า “หลุด” ค่ะ อย่างไรก็จะพยายามใช้คำให้ถูกต้องค่ะ


7 

พิมพ์ไม่ได้ก็ต้องฝึก

ฝึกพิมพ์ดีด ครั้นตอนเขียนด้วยลายมือร่างไว้ก่อนเรียบร้อย แต่พอจะต้องใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน หากพิมพ์ไม่คล่อง พิมพ์แต่ละครั้งยังต้องมองแป้นอยู่ อาจทำให้ถอนหายใจดังเฮือก รู้สึกท้อขึ้นมาซะอย่างนั้น พิมพ์ไม่เร็วพิมพ์สัมผัสไม่ได้ก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ เราก็ต้องฝึกค่ะอย่างน้อย ๆ ต้องจำให้ได้ว่าอักษรแต่ละตัวอยู่ที่แป้นใด เมื่อจำตัวอักษรบนแป้นได้ ฝึกพิมพ์บ่อย ๆ ก็จะพิมพ์ได้ดีขึ้น (สารภาพว่าผู้เขียนเองก็พิมพ์สัมผัสไม่ได้ ตายังคงมองแป้นอยู่เลยค่ะ ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะพิมพ์บ่อย ๆ จำได้ว่าตัวอักษรอยู่ไหน ก็พิมพ์ได้จนจบค่ะ พยายามเข้าไว้ สู้ๆ ! )


8

เขียนจบทำอะไรต่อ

เขียนจบ แต่ยังไม่จบนะคะ เพราะอย่าลืมตรวจคำแก้คำผิด (ขั้นตอนนี้ต้องใจเย็น ๆ นะคะ) บางครั้งก็อาจจะมีรีไรท์ (Rewrite) บ้าง บางถ้อยคำบางสำนวนเราอาจจะรู้สึกไม่พอใจก็แก้ไขไปปรับจนกว่าจะเข้าที่ค่ะ

 


9

ปก

หนังสือทุกเล่มก็ต้องมีปกใช่มั้ย สิ่งที่จะดึงดูดสายตาของนักอ่านได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่อง ภาพประกอบสีสันของปก เราต้องทำให้น่าสนใจเข้าไว้ วาดภาพไม่ได้ทำอย่างไร ก็อาจจะไปจ้างฟรีแลนซ์หรือมีเพื่อนถนัดทางนี้ก็คุยกันไปค่ะ หรือบางเว็บตัวแทนอาจมีการจัดทำให้ อันนี้ก็ต้องศึกษาข้อมูลนะคะ (ส่วนผู้เขียนทำเองทุกอย่างค่ะ ออกแบบปกก็ไม่สวยเท่านักวาดมืออาชีพ แต่ก็อยากทำเองค่ะ)


10

จะปล่อยผลงานที่ไหน

หาที่ปล่อยผลงาน เมื่อต้นฉบับเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาเผยแพร่ผลงานแล้ว สมัยนี้ยุคนี้มีหลายแบบเลยนะคะ เราอาจจะสร้างเพจหรือบล็อกให้คนมาติดตามแล้วจะเข้ากลุ่มหรือเปิดกลุ่มในเฟซบุ๊กก็ว่าไป ใครใคร่อยากหารายได้ จะขายด้วยตัวเองก็ได้ หรืออาจจะทำเป็น E-Book ส่งขายตามเว็บตัวแทนก็ได้ค่ะ อย่างหลังนี่ต้องศึกษากติกาของเว็บก่อนนะคะ ส่วนเรื่องรายได้นั้น อาจจะรุ่งหรืออาจจะเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ หรือไม่ขยับเลย อันนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างค่ะ เราจะทำการตลาดอย่างไรโปรโมตงานเราอย่างไรนั้นก็มีส่วนสำคัญนะคะ

แต่ถ้ารายได้ไม่ขยับก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ เขียนไปเรื่อย ๆ ค่ะ เรามาเป็นกำลังใจให้กันและกันนะคะ

 

ลองถามใจตัวดูว่าอยากเป็นนักเขียนหรือเปล่า จะทำจริงจังหรือคั่นเวลาก็ว่ากันไปค่ะ...

ส่วนผู้เขียนมีความรู้สึก ว้าว! ฉันทำได้แล้ว เมื่อเขียนนิยายเรื่องแรกจบ จนเข้าสู่กระบวนการเผยแพร่ ส่วนเรื่องคนอ่านนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป ผู้เขียนรู้เพียงแต่ว่าเมื่อโลกแห่งการออนไลน์ ซึ่งเป็นประตูที่เปิดรออยู่แล้ว ก็เหลือเพียงเรา...พร้อมที่จะย่างก้าวเข้าไปสู่การเป็นนักเขียนหรือยัง.





ขายของใน Shopee ต้องสมัครอย่างไร

 

หากคุณคิดที่จะเริ่มเป็นพ่อค้าแม่ค้าเปิดร้านค้าออนไลน์กับ Shopee สิ่งที่ควรจะมีคือ

 1) เลขบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต หรือเครดิต ธนาคารใดก็ได้ เพื่อทำการกรอกในการรับชำระค่าสินค้า

2) คอมพิวเตอร์ หรือมือถือ หากใช้มือถือให้ทำการดาวโหลดApp Shopee ซึ่งใช้ได้ทั้งแอนดรอย์ และIOS

3) สินค้า , เครื่องชั่งน้ำหนัก

เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ทำการสมัครเพื่อเข้าเป็นผู้ขายหรือผู้ซื้อได้เช่นกัน

และที่สำคัญ ควรศึกษากฎของShopee ในสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำ ด้วยนะคะ


ขั้นตอนการสมัครขายของใน Shopee

-         คอมพิวเตอร์สามารถสมัครได้ที่ https://mall.shopee.co.th/

-         มือถือ ก็เข้าไปที่ App Shopee

สมัครแอคเคาท์ Shopee  https://mall.shopee.co.th/



            

หรือเลือกกรอกรายละเอียด ด้วย E-mail


เมื่อเลือกกรอกรายละเอียด เรียบร้อยให้กดที่ สมัครใหม่


  1.  ใส่ชื่อสินค้า  
  2. เลือกหมวดหมู่สินค้าให้ใกล้เคียงกับตัวสินค้า
  3. คลิกต่อไป และกรอกรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม



เตรียมภาพไว้ 9 ภาพ แล้วอัพภาพทั้งหมด หรือ ภาพเดียวก็ได้

โดยภาพแรกนั้นจะเป็นภาพปกสินค้า ส่วน vdo นั้นจะสามารถใส่ได้จากโทรศัพท์ค่ะ โดยความยาวไม่เกิน 60 วินาที 




        ต่อไปคือเลือกการจัดส่งต้องใส่น้ำหนักของสินค้าด้วยนะคะ อย่างเช่น 0.50 kg (หลังจุดจะใส่ได้แค่ 2 หน่วยค่ะ ) แล้วหลังจากนั้นก็เลือกเปิดปุ่มการขนส่งให้เป็นสีเขียว อยากจัดส่งโดยขนส่งไหนก็เปิดเขียวค่ะ

(หน้าตาของแบบฟอร์มอาจจะมีการอัพเดต แต่การกรอกก็จะคล้ายๆกันนะคะ)





5 - กดที่เครื่องหมาย ถูก เพื่อเป็นการบันทึกและเผยแพร่

 

ใครสะดวกแบบไหนก็เลือกใช้ได้เลยจ้า ^_^

          By..okpk17

 

­­ #shopee #ขายของ #เปิดร้าน #ออนไลน์


ดอกอัญชันสีสวย

 


        ที่เห็นในภาพนี้ปลูกอยู่ริมรั้วที่บ้านค่ะ เขาจะเลื้อยไปเรื่อย ๆ ค่ะ สามารถเก็บดอกไว้ขายได้ด้วยนะคะ ตามที่ค้นจากเว็บไซต์ต่างๆที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรตัวนี้ คือ ดอกอัญชันหรือในชื่อภาษาอังกฤษ Butterfly pea เป็นพืชไม้ล้มลุก ส่วนใหญ่จะเห็นมีดอกสีน้ำเงินไปจนถึงม่วงเข้ม มีต้นกำเนิดของเขาอยู่ในแถบอเมริกาใต้ เหมาะสำหรับปลูกในเขตร้อนค่ะ

          สรรพคุณของดอกอัญชันก็มีดีใช่ย่อยเลยค่ะ จะนำไปประกอบอาหารโดยใช้สีของดอก ทำเครื่องดื่ม แล้วยังบำรุงผมได้ด้วยค่ะ อย่างเช่นเรานำดอกอัญชันสดๆที่ปลูกไว้ไปทำน้ำอัญชันมะนาวดื่มจะรู้สึกสดชื่นชุ่มคอด้วยค่ะ อัญชันมีผลดีต่อร่างกายก็จริงนะคะ อีกอย่างก็คือขายได้ด้วยค่ะ ออกดอกเกือบทุกวันเลย ใครอยากจะปลูกต้นไม้ ลองปลูกอัญชันได้นะคะ

by...OKPK17

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ลูกศรสีฟ้าบนพื้นถนนหน้าบ้าน

เมื่อหลายวันก่อนฝนตกหนัก น้ำนองขอบถนนหน้าบ้านก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ฝนก็หยุดไปนานแล้วน้ำที่นองอยู่น่าจะลดลงบ้าง แต่เปล่าเลย 

        น้ำที่นองอยู่นั้นกลับเป็นน้ำไหล แล้วก็ไหลอยู่แบบนั้นหลายวัน ทั้งๆที่ฝนไม่ตก อืม...จะนิ่งนอนใจได้อย่างไรเราก็ต้องเดินสำรวจดูว่าเริ่มไหลจากตรงไหน เพราะมาตรน้ำที่บ้านปกติดี เลยไม่สังเกตุอะไร แต่คราวนี้ต้องดูสักหน่อย ปรากฎว่าท่อน้ำสักที่คงรั่ว และแล้วก็เป็นบ้านอีกหลังที่ได้รับผลกระทบ 

        หลังจากที่รู้แล้วว่าท่อรั้ว ทางประปาก็มาหาจุดรั่วและรถตักหน้าขุดหลัง ซ่อมถนนจุดนั้นซึ่งอยู่ทางเข้าบ้านหลังนั้นพอดี  เสียงขุดเจาะที่ดังอยู่พักใหญ่ก็เงียบไป และช่างก็เก็บของกลับ 
        เนื่องจากเสียงดังจึงต้องเราจึงปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน หลังจากทุกอย่างเงียบ จึงออกมาดูสักหน่อย พื้นที่ที่ซ่อมแซมนั้น มี Barrier Tape พันไม้ล้อมพื้นที่ที่ทำการขุด และมองไปบนพื้นก็สะดุดกับลูกศรสีฟ้า ที่ไม่เคยเห็นบนพื้นนี้ มันชี้ไปยังจุดที่ซ่อมแซมนั้น ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ของทางช่างประปะที่ทำเอาไว้


        และเมื่อเห็นลูกศรสีฟ้าบนพื้น เราก็ทำการค้นหาว่าคืออะไร ค้นไปค้นมากลับไปเจอ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากบทความหนึ่ง ของ www.thanatraffic.com ซึ่งเขียนถึง สัญลักษณ์สีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงาน
        ในหัวข้ออิทธิพลของสีในเชิงจิตวิทยา ที่กล่าวถึงการรับรู้ของประสามตาที่มีต่อสี และคุณสมบัติของสีแต่ละสีที่ทำให้เกิดอารามณ์ต่าง ๆ นั้น อ่านดูแล้วก็สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้ด้วย  ก็จะมี

- สีแดง ทำให้เกิดความรู้สึก อบอุ่น ร้อนแรง กระตุ้นให้ตื่นเต้น น่ากลัว น่าระวัง หรือเปลวเพลิง  ในสีแดงที่จะใช้ในเครื่องหมายความปลอดภัย หมายถึง "หยุด" เช่น เครื่องหมายห้าม เครื่องหมายหยุด อุปกรณ์ดับเพลิง เครื่องหมายอุปกรณ์หยุดฉุกเฉิน

- สีน้ำเงิน  ทำให้รู้สึกสง่าผ่าเผย วังเวง สงบ เยือกเย็น  ในสีฟ้าที่จะใช้ในเครื่องหมายความปลอดภัย หมายถึง "บังคับให้ปฏิบัติ" เช่นบังคับให้ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล  เครื่องหมายบังคับ  (แต่ลูกศรฟ้าที่ช่างประปาทำไว้บนพื้นชี้จุดซ่อมแซมนี่ เขาคงบอกจุดที่ต้องระวังรึเปล่านะ???)

- สีเขียว ทำให้รู้สึก ชุ่มชื่น สดชื่น พักผ่อน ในสีเขียวที่จะใช้ในเครื่องหมายความปลอดภัย หมายถึง "แสดงภาวะปลอดภัย" เช่น ทางออกฉุกเฉิน หน่วยพยาบาล หน่วยกู้ภัย เครื่องหมายสารนิเทศแสดงภาวะปลอดภัย

-สีเหลือง ที่จะใช้ในเครื่องหมายความปลอดภัย หมายถึง  "ระวัง" หรือ "มีอันตราย"  เช่น เครื่องหมายเตือน  ชี้บ่งว่ามีอันตราย  ชี้บ่งถึงเขตอันตราย ทางผ่านที่มีอันตราย เครื่องกีดขวาง

-สีขาว ทำให้รู้สึกไร้เดียงสา ซื่อสัตย์ ยอมแพ้

-สีดำ ทำให้รู้สึกทึบ ขึงขัง หนักแน่น เศร้า น่ากลัว  ลึกลับ สงบ

ก็ได้ความรู้จากการค้นหา เพราะอยากจะรู้ว่าทำไมมีลูกศรบนพื้นแล้วชี้ไปที่จุดซ่อมท่อ แล้วก็ยังรู้อีกว่าเทปสีขาวแดงที่พันไม้ปักล้อมบริเวณนั้น เรียกว่า Barrier Tape 

ขอบคุณ www.thanatraffic.com 



by... OKPK17




วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เริ่มถักไหมพรมต้องรู้สิ่งนี้

        ในการที่จะถักไหมพรมได้ถักเป็นชิ้นเป็นอันต้องเรียนรู้ตั้งแต่อุปกรณ์ที่จะใช้(รู้ว่าเรียกว่าอะไรก็โอเคแล้ว)
       อย่างเช่นการถักด้วยอุปกรณ์อย่างเจ้าแท่งที่มีหัวตะขอเกี่ยว(เรียกเข็มโครเชต์นะ)
       แล้วยังต้องเข้าใจกับศัพท์ที่จะใช้อีกด้วย ค่อยเป็นค่อยไป เดี๋ยวจะว่ายาก(เริ่มจากง่ายๆก่อนก็ดีนะ)
      ว่าแล้วเข้าเรื่องดีกว่า ติดตามเป็นซีรี่ย์ตั้งแต่เริ่มเลยจ้า
CC Craft Corner



https://m.youtube.com/channel/UCMIfefGQ9AZYyd-uLoGBt0g?sub_confirmation=1

ถักโครเชต์เบื้องต้น

 มือใหม่อยากถักไหมพรม จะยากจะง่าย อยู่ที่ใจเราว่าอยากทำมั้ย ก่อนจะเริ่มทำอะไรยากๆ อยากให้ลองเริ่มจากพื้นฐานก่อน เพราะเคยเห็นเพื่อนอยากจะถักกระเป๋า แล้วซื้อไหมแพงๆมาใช้ถักด้วยสิ (สรุปถักยังไม่เป็นเลย อุตส่าห์บอกแล้วว่าลองเบสิกไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือขอพักก่อน หรือนี่ไม่ไหวอะไม่ใช่ทางของฉันไรงี้) นี่จึงเป็นที่มาของช่องที่เปิด เผื่อใครสนใจอยากลองและเดินไปพร้อมๆกันค่ะ
CC Craft Corner

https://m.youtube.com/channel/UCMIfefGQ9AZYyd-uLoGBt0g?sub_confirmation=1




วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

มาตราการวัดต่างๆ เมื่อแปลงหน่วยจะมีค่าเท่าไหร่ ลองมาดูกันคะ


มาตราตวงความจุไทย
20 ทะนาน เป็น 1 ถัง
50 ถัง เป็น 1 ปั้น
2 ปั้น เป็น 1 เหรียญ

มาตราวัดระยะไทย
12 นิ้ว เป็น 1 คืบ
2 คืบ เป็น 1 ศอก
4 ศอก เป็น 1 วา
20 วา เเป็น 1 เส้น
400 เส้น เป็น 1 โยชน์

มาตราวัดเนื้อที่ไทย
144 ตารางนิ้ว  เป็น 1 ตารางคืบ
4 ตารางคืบ  เป็น 1 ตารางศอก
16 ตารางศอก เป็น 1 ตารางวา
100 ตารางวา  เป็น 1 งาน
4 งาน  เป็น 1 ไร่

มาตราพื้นที่ไทยเทียบมาตราเมตริก
1ไร่                    16000  ตารางเมตร
1 งาน                 400 ตารางเมตร

เทคนิคถักเพิ่มหลักแบบไม่มีรูสำหรับ Amigurumi

  การเพิ่มหลักเป็นเทคนิคที่ใช้บ่อยในการถัก Amigurumi โดยเฉพาะการถัก single crochet 2 ครั้งในหลักเดียวกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหลักในแต่ละรอบ แต่ใ...